เปิดลิสต์ 5 ประเทศ เคลื่อนไหวด้านกฎหมาย ‘แบนเด็กเล่นโซเชียลมีเดีย’


25 ส.ค. 2569 | 16:57น.

วิกฤตสุขภาพจิตและภัยคุกคามทางออนไลน์ในเยาวชน ผลักดันให้รัฐบาล 5 ประเทศเคลื่อนไหวและยกระดับมาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้เกณฑ์อายุขั้นต่ำอย่างเด็ดขาด ยุติการพึ่งพาให้แพลตฟอร์มกำกับดูแลตนเอง

กระแสการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตและภัยคุกคามทางออนไลน์ในกลุ่มเยาวชนได้กลายมาเป็นวาระระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อรัฐบาลในหลายประเทศเริ่มปรับเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพาให้แพลตฟอร์มกำกับดูแลตนเอง ไปสู่การใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้มาตรการจำกัดอายุผู้ใช้งานอย่างเด็ดขาดมากขึ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมรายละเอียด สาระสำคัญ และสถานะการบังคับใช้ของ 5 ประเทศตัวอย่างที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

5 ประเทศเคลื่อนไหว “แบนเด็กเล่นโซเชียลมีเดีย

1.ออสเตรเลีย (Australia)

สาระสำคัญของกฎหมาย: ผ่านกฎหมาย Online Safety Amendment (Social Media Minimum Age) Act ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีใช้งานบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก เช่น TikTok, Instagram, Facebook, YouTube

โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจเช็กและป้องกันด้วยเทคโนโลยี หากปล่อยปละละเลยจะมีโทษปรับทางการเงินอย่างรุนแรงแก่บริษัทเทคโนโลยี แต่ไม่มีโทษต่อเด็กหรือผู้ปกครอง

สถานะการบังคับใช้: บังคับใช้จริงแล้ว (Enforced) กฎหมายเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2025 ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีทยอยลบหรือระงับการเข้าถึงบัญชีของเด็กและเยาวชนไปแล้วหลายล้านบัญชี

2.อินโดนีเซีย (Indonesia)

สาระสำคัญของกฎหมาย: ออกกฎกระทรวง Permen Komdigi No. 9/2026 (ต่อยอดจากกฎหมาย PP Tunas 2025) กำหนดห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงและสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องเด็กจากเนื้อหาโป๊เปลือย การบูลลี่ทางออนไลน์ (Cyberbullying) การล่อลวง และภาวะเสพติด พร้อมทั้งกำหนดให้ระบบต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองหากเป็นแอปที่มีการสื่อสารกับผู้ใช้นิรนาม

สถานะการบังคับใช้: บังคับใช้จริงแล้ว (Enforced) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2026 โดยรัฐบาลกำชับแพลตฟอร์มดิจิทัลว่าไม่มีการผ่อนผันสำหรับความปลอดภัยของเยาวชน

3.บราซิล (Brazil)

สาระสำคัญของกฎหมาย: ตรากฎหมาย Digital ECA (Digital Statute of the Child and Adolescent) เน้นมาตรการควบคุมและปกป้องเด็ก (ต่ำกว่า 12 ปี) และเยาวชน (12–18 ปี) กฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องได้รับการยินยอมอย่างเป็นทางการจากผู้ปกครอง (Parental Consent) สำหรับผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี บังคับให้ใช้ระบบยืนยันตัวตนอัตลักษณ์ที่แท้จริง (Real Age Verification) และสั่งห้ามฟีเจอร์ที่กระตุ้นการเสพติด เช่น การไถฟีดแบบไม่สิ้นสุด (Infinite Scroll)

สถานะการบังคับใช้: บังคับใช้จริงแล้ว (Enforced) รัฐสภาและรัฐบาลบราซิลผ่านกฎหมายและเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026

4. แคนาดา (Canada)

สาระสำคัญของกฎหมาย: เสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล (Digital Safety Act / Safe Social Media Act) มีสาระสำคัญคือการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย แต่มีข้อยกเว้นหากแพลตฟอร์มนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันความปลอดภัยที่เพียงพอ

กฎหมายมุ่งเน้นการควบคุมเนื้อหาอันตราย 7 ประเภท เช่น การทำร้ายตัวเอง ภาพความรุนแรง การคุกคามทางเพศ เป็นต้น มีการควบคุม AI Chatbot และจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยดิจิทัลขึ้นมากำกับดูแล

สถานะการบังคับใช้: อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา (Pending / In Progress) รัฐบาลแคนาดาเพิ่งยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภาเมื่อกลางปี 2026 และคาดว่าอาจต้องใช้เวลาปรับตัวและจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลเพิ่มเติม

5. นิวซีแลนด์ (New Zealand)

สาระสำคัญของกฎหมาย: เสนอร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก (เช่น TikTok, Instagram, Facebook, Snapchat) กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีระบบตรวจสอบอายุที่รัดกุม เช่น การประเมินใบหน้า หรือดิจิทัลไอดี หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษปรับบริษัทเทคโนโลยีสูงถึง 10% ของรายได้ทั่วโลก โดยข้อยกเว้นจะครอบคลุมถึงแอปส่งข้อความ (WhatsApp) เกมออนไลน์ (Roblox) และแอป AI เพื่อการทำงาน

สถานะการบังคับใช้: ยังไม่เป็นกฎหมาย / ติดขัดทางการเมือง (Proposed / Delayed) ร่างกฎหมายยังคงขาดเสียงสนับสนุนที่เพียงพอจากพรรคร่วมรัฐบาล และการพิจารณาต้องถูกเลื่อนไปหลังการเลือกตั้งใหญ่เนื่องจากสภาหมดวาระลงก่อน

กระแสการจัดระเบียบโซเชียลมีเดียจากตัวอย่าง 5 ประเทศระดับโลกแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากยุคที่ปล่อยให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีดูแลตนเอง มาสู่อำนาจการกำกับดูแลจากภาครัฐที่เข้มงวด

แม้มาตรการบังคับใช้ในหลายประเทศจะยังเผชิญความท้าทาย ทั้งด้านเทคโนโลยีการยืนยันตัวตน ข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และความขัดแย้งทางการเมืองภายใน แต่ทิศทางดังกล่าวได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่บีบให้บิ๊กเทคทั่วโลกต้องยกระดับความปลอดภัยของเยาวชนขึ้นมาเป็นวาระสูงสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้