ปลดล็อก “แม่บ้าน-คนสวน-คนขับรถ-ลูกจ้างร้านค้า” เข้าประกันสังคม ม.33


25 ส.ค. 2569 | 16:29น.
ปลดล็อก “แม่บ้าน-คนสวน-คนขับรถ-ลูกจ้างร้านค้า” เข้าประกันสังคม ม.33

ครม.อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ฎ. เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่มเข้าสู่ประกันสังคม ม.33 ได้สิทธิครบทั้งเจ็บป่วย–มะเร็ง–คลอดบุตร–ทุพพลภาพ–เสียชีวิต–ชราภาพ–ว่างงาน คาดปี 73 มีผู้ประกันตนเพิ่มกว่า 1.05 ล้านคน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา กำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่กลุ่มลูกจ้างที่เคยถูกยกเว้น

สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3.ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

การขยายความคุ้มครองครั้งนี้ หมายถึง ลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้นจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

รองโฆษกรัฐบาล แถลงเพิ่มเติมว่า สิทธิดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกจ้างสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ที่มีเอกสารยืนยันตัวตนและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงกลุ่มลูกจ้างต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมไม่ได้กำหนดสัญชาติของลูกจ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทำให้กลุ่มลูกจ้างดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิม 60 วัน เป็น 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง และสำนักงานประกันสังคมมีเวลาเตรียมความพร้อม ทั้งด้านระบบการส่งเงินสมทบและการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอย่างทั่วถึง

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1,050,000 คน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม

การปรับกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ประกันตนแต่เป็นการขยาย “หลักประกัน” ไปถึงคนทำงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยตั้งแต่แม่บ้านคนสวนคนขับรถไปจนถึงลูกจ้างแผงลอยและลูกจ้างในกิจการเพาะปลูกป่าไม้และเลี้ยงสัตว์ให้เข้าถึงความคุ้มครองเมื่อเกิดเจ็บป่วยทุพพลภาพว่างงานหรือเข้าสู่วัยชราได้มากขึ้น