หลังจากเปิดให้คนกรุงเทพฯ ได้ทำความรู้จักเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) สถาบันศิลปะร่วมสมัย กำลังเข้าสู่บทต่อไปด้วยนิทรรศการครั้งที่ 2 ในชื่อ ‘ชีวิต ชีวา (Giving Life)’
ครั้งนี้นิทรรศการรวบรวมผลงานกว่า 160 ชิ้นจากศิลปิน 33 คน ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยมีผลงานของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ (Alexander Calder) เป็นหนึ่งในแกนสำคัญ ชวนสำรวจความหมายของคำว่า ‘ชีวิต’ ผ่านการเคลื่อนไหว ความทรงจำ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิธีที่ศิลปินสามารถทำให้วัสดุหรือวัตถุซึ่งไม่มีชีวิตเกิดการเคลื่อนไหวและมีความหมายขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งนิทรรศการจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2026 – 3 พฤษภาคม 2027
ทำไมการได้เห็นผลงานของคาลเดอร์ในกรุงเทพฯ ถึงน่าสนใจ
สำหรับคนที่สนใจศิลปะสมัยใหม่ ชื่อของ Alexander Calder (1898-1976) น่าจะคุ้นเคยในฐานะหนึ่งในศิลปินคนสำคัญของศตวรรษที่ 20 และผู้บุกเบิกงานประติมากรรมเคลื่อนไหว หรือ Kinetic Art
แทนที่จะมองประติมากรรมเป็นวัตถุที่ตั้งอยู่นิ่งๆ คาลเดอร์ได้ทดลองนำการเคลื่อนไหวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยเฉพาะผลงานประเภท Mobile ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ สามารถขยับและเปลี่ยนรูปแบบไปตามอากาศและแรงโน้มถ่วง ทำให้ประติมากรรมไม่ได้มีรูปร่างตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมรอบตัว
‘ชีวิต ชีวา’ จึงเป็นโอกาสที่คนในไทยจะได้เห็นผลงานของคาลเดอร์ ในบริบทของนิทรรศการขนาดใหญ่โดยไม่ต้องเดินทางไปชมตามพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ และยังเกิดขึ้นในปี 2026 ซึ่งตรงกับวาระ 50 ปีการจากไปของคาลเดอร์ พอดี
แต่ความน่าสนใจของนิทรรศการไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำผลงานของศิลปินชื่อดังมาจัดแสดง เพราะทีมภัณฑารักษ์เลือกนำงานของ Calder ไปวางอยู่ท่ามกลางผลงานของศิลปินต่างยุค ต่างรุ่น และต่างบริบท เพื่อให้เกิดบทสนทนาชุดใหม่ขึ้นภายในพื้นที่เดียวกัน


ผลงานศิลปินไทยและศิลปินร่วมสมัย 33 คน
นิทรรศการครั้งนี้ดูแลโดยภัณฑารักษ์ อารียนา ชัยวาระนนท์ ร่วมกับผู้อำนวยการ ดร. มิวาโกะ เทสุกะ โดยนำผลงานของ Calder มาจัดวางร่วมกับศิลปินไทยและนานาชาติ เช่น อิซุมิ กาโตะ (Izumi Kato), เคทลิน คีโอห์ (Caitlin Keogh), ตวน แอนดรูว์ เหงียน (Tuan Andrew Nguyen) และ โทเบียส เรห์แบร์เกอร์ (Tobias Rehberger)
ฝั่งศิลปินไทยมีทั้ง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, สุธี คุณาวิชยานนท์ และ วสันต์ สิทธิเขตต์ ซึ่งทำให้นิทรรศการไม่ได้พูดถึง ‘การเคลื่อนไหว’ ในความหมายทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังขยายไปถึงความเคลื่อนไหวทางความคิด สังคม และการเมืองในแต่ละช่วงเวลา
อีกหนึ่งเส้นเรื่องที่น่าสนใจคือการย้อนกลับไปยัง ทศวรรษ 1970 ช่วงปลายสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองครั้งสำคัญ
โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2518 เมื่อผลงาน Calder’s Circus เคยมาจัดแสดงที่ หอศิลป์ พีระศรี ในกรุงเทพฯ นิทรรศการ ‘ชีวิต ชีวา’ จึงหยิบประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ควบคู่ไปกับบริบทของวงการศิลปะไทยในยุคที่แนวคิดเรื่อง ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ กำลังมีบทบาทมากขึ้น
ทำให้การกลับมาของผลงานคาลเดอร์ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำงานของศิลปินระดับสากลมาให้ชม แต่ยังเป็นการเชื่อมประวัติศาสตร์ศิลปะโลกเข้ากับความเคลื่อนไหวของศิลปะไทยในช่วงเวลาเดียวกัน
และสำหรับกรุงเทพฯ การมีพื้นที่ที่สามารถนำผลงานศิลปะจากต่างประเทศมาวางสนทนากับศิลปินไทยอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะเป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้เมืองมีพื้นที่สำหรับการดูศิลปะที่หลากหลายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากคำถามว่างานชิ้นนั้น ‘เข้าใจยาก’ หรือไม่ แต่อาจเริ่มง่ายๆ จากการเข้าไปดูว่า งานตรงหน้าทำให้เรารู้สึกหรือคิดอะไรต่อ
ใครที่สนใจอยากไปชมนิทรรศการชีวิต ชีวา (Giving Life) สามารถวางแผนกันไว้ล่วงหน้าได้เลย โดยจะเริ่มเปิดให้จองบัตรตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2026 เป็นต้นไป ทาง www.dibbangkok.org
ภาพ: Dib Bangkok




