บทสนทนา Space Economy กับ อาจารย์เชน-ยศชนัน 


26 ส.ค. 2569 | 12:06น.
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ ประชาชาติ 

วันก่อนได้สนทนากับ “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม (อว.) 

ไม่ต้องเขย่าขวด เล่าที่มาว่า “ดร.เชน” คือลูกใคร หลานใคร และมาอยู่ในการเมืองทำไม

แต่แน่นอนมากกว่าตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.อว. คือเป้าหมายที่อยากทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ไม่ใช่เพราะนโยบาย หรือมอตโต้ของพรรคเพื่อไทย 

หนึ่งในหัวข้อที่พูดคุยคือ “ความหวังของประเทศ” 

ดร.เชนเข้ามาทำงานการเมืองเพราะความหวัง ยิ่งเมื่อเข้ามานั่งในศูนย์อำนาจ เขาก็ยิ่งเห็นโอกาสมากมาย 

หนึ่งในนั้นคือ Space Port เขาบอกว่าไทยมีโลเกชั่นที่เหมาะสมในการปล่อยจรวด (Space Port) ที่ใช้สำหรับดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Orbit) และที่สำคัญคือทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ที่มีทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน 

รวมถึงที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งตามหลักฟิสิกส์ การปล่อยจรวดจากบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากที่สุด ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้มากถึง 15-20% ทำให้สามารถบรรทุกดาวเทียมที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ในต้นทุนที่ต่ำลง

แต่ยังติดปัญหาที่ฝั่งอันดามันมีเรื่องสิ่งแวดล้อม ปะการัง ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ที่จะต้องหลีกเลี่ยง เพราะพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติอย่างเด็ดขาด จึงต้องศึกษาพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นบริเวณแนวชายฝั่งติดทะเล เพื่อให้แนวเส้นทางการบินและชิ้นส่วนของจรวดที่สลัดออก (Drop Zones) ตกลงสู่มหาสมุทรในจุดที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อประชาชนหรือเส้นทางเดินเรือ 

เป้าหมายที่เล็งไว้คือฝั่งทะเลอ่าวไทย มากกว่าที่จะเป็นอันดามัน  

Space Port ในมุมของ “ดร.เชน” ยังสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในประเทศได้อีกมากมาย 

….นอกวงสนทนาก่อนหน้านั้น ได้ดูสกู๊ปข่าวชิ้นหนึ่งของ Bloomberg Originals เรื่อง “How Data Centers in Space Could Change AI” 

สกู๊ปชิ้นนี้เริ่มต้นเล่าเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ที่นับวันยิ่งทรงพลัง แต่ยิ่งทรงพลัง ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรบนโลกมหาศาล โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ 

หากนับในทวีปอเมริกาเหนือ มีการคาดการณ์กันว่าใน 3 ปีข้างหน้าอาจจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 50 ถึง 100 จิกะวัตต์ 

ปกติแล้วโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 โรงผลิตไฟฟ้า 1 จิกะวัตต์ ถ้าความต้องการเพิ่มขึ้นขนาดนี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้น 50-100 โรงในทวีปอเมริกาเหนือ

ดังนั้นจึงมีการคิดหาวิธีที่จะย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ไปไว้ในอวกาศ เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องไฟฟ้า เพราะมีพลังงานโซลาร์จากดวงอาทิตย์เหลือเฟือ เพียงแต่ต้องพัฒนาเรื่องระบบระบายความร้อน ความทนทานต่อรังสี และสร้างเกราะป้องกันดาต้าเซ็นเตอร์ 

ซึ่งที่ผ่านมามีการปล่อยดาวเทียม Star Cloud-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ใช้ชิป NVIDIA H100 ประมวลผลดาต้าเซ็นเตอร์ทดสอบในอวกาศ

เรื่องอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะคำว่าเศรษฐกิจอวกาศ 

ทุกวันนี้เวลาเรา Prompt ข้อมูลใน AI ข้อมูลจะวิ่งผ่านอากาศสู่สายเคเบิล ทั้งบก ทั้งใต้ทะเล ไปประมวลผลในดาต้าเซ็นเตอร์ 

แต่ถ้าไปอยู่บนอวกาศ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกแปลงผ่านเลเซอร์ยิงกลับมาบนโลก 

หากเรามองว่าเรื่องนี้ยังไกลประเทศไทย ทว่า…มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ในสิงคโปร์กำลังวิจัยทั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอวกาศ การระบายความร้อน ในขณะเดียวกันก็มีสตาร์ตอัพที่ทำเรื่องการส่งข้อมูลผ่านเลเซอร์ 

ขณะเดียวกันมหาอำนาจโลกฝั่งเอเชีย อย่างจีนมีโปรเจ็กต์ปล่อยดาวเทียม 2,800 ดวงรอบโลก แน่นอนย่อมมีแผนดาต้าเซ็นเตอร์บนอวกาศด้วยเช่นกัน แถมอาจจะพัฒนาได้เร็วกว่าฝั่งตะวันตก เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเต็มที่

เศรษฐกิจอวกาศจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว-น่าขำ หรือเพ้อเจ้อ เพราะเผลอแป๊บเดียวเราอาจตกขบวน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (60 ล้านล้านบาท) หากนั่งอยู่เฉย ๆ

บ้านเรา เพิ่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ (บอร์ด Data Center) ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คลอดกฎระเบียบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ 

แต่ทั่วโลกวิจัยไปไกลกว่านั้น วิ่งเร็วกว่านั้น

กลับมาที่บทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ถาม ดร.เชนว่า คิดเห็นยังไงกับ Data Center in Space เขาตอบว่า “ดีนะ ผมเห็นด้วย… เพียงแต่บ้านเราต้องมี Space Port” 

และถามต่อว่า “แต่ Deep Tech บ้านเราจะสู้สิงคโปร์ได้ยังไง ในเมื่อเขาลงทุนไปไกลแล้ว ทั้งอวกาศ ทั้งควอนตัม” 

รองนายกฯและ รมว.อว. ตอบอย่างน่าสนใจว่า “สิงคโปร์ก็สู้เราไม่ได้ ถ้าเรามี Budget Allocate ที่ตรงจุด (จัดสรรงบประมาณ) ขอแค่ปีเดียวรู้เรื่องเลย”

เพียงแต่ว่า… ด้วยบทบาทในรัฐบาลและพาวเวอร์ อาจารย์เชนไม่ได้กำกับงบประมาณ

แต่อย่างน้อยเราควรจะชื่นใจว่าประเทศเรายังมีนักการเมืองที่มองไปข้างหน้า และมองเห็นโอกาส…แม้ว่า !