
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายชยพล สท้อนดี ส.ส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีเหตุการณ์การก่อความไม่สงบในภาคใต้ว่า จากข่าวที่ทุกท่านได้ทราบกันถึงเหตุการณ์การก่อความไม่สงบในภาคใต้ที่โฆษกกองทัพบกได้ออกมาชี้แจงว่าเป็นการหวังผลทางจิตวิทยา ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการข่าว งานการข่าวไม่ได้บกพร่อง และมีแต่ข้อมูลบิดเบือนจากฝ่ายการเมือง เป็นการตอบที่ไม่ตรงจุดที่สังคมยังมีคำถามอยู่ในใจ
นายชยพลระบุต่อว่า 21 ปีกับงบกว่า 7 แสนล้านบาท คนไทยและสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิในการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ งบประมาณที่มอบให้กระทรวงกลาโหม และ กอ.รมน.ในแต่ละปีลงทุนไปกับบุคลากร ยุทโธปกรณ์ งานข่าว และงานเครือข่าย ยังไม่นับถึงความเสี่ยงภัยต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงกับการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สักที
นายชยพลระบุอีกว่า จากการพูดคุยกับประชาคมข่าวกรองตลอดมา มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกภาคส่วนพยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารตามภารกิจ แต่สุดท้ายแล้วข้อมูลทุกอย่างก็จะจบที่โต๊ะของผู้บริหารในกระทรวงเพื่อให้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้านโยบายทางไหนต่อ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่จะตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ และเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันให้ชัดว่ากรอบคำถามนี้พุ่งเป้าไปที่ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หน้างานที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักอยู่ทุกวัน
“ลองจินตนาการภาพไปด้วยกันว่าต้องใช้คนก่อเหตุมากขนาดไหนถึงสามารถสร้างสถานการณ์ได้ 51 จุดพร้อมกัน ให้อย่างน้อยจุดละ 3 คนก็มีคนร่วมก่อเหตุมากกว่า 150 คนแล้ว เป็นไปไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองจะไม่ทราบเรื่องมาก่อน และจากที่โฆษกกองทัพบกตอบเป็นนัยว่าทราบอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะก่อเหตุวันไหน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาประสิทธิภาพการประเมินข่าวที่ได้รับว่าข่าวไหนมีน้ำหนักหรือไม่ และยิ่งตอกย้ำปัญหาของการไม่ตัดสินใจจัดการกับกลุ่มก่อเหตุตั้งแต่ทราบข่าวว่ามีความต้องการจะก่อเหตุ” นายชยพลระบุ
นายชยพลระบุอีกว่า การที่กระทรวงกลาโหมแถลงข่าวโดยไม่พูดถึงยุทธศาสตร์ที่บกพร่อง เบี่ยงประเด็นไปเรื่องการลดทอนกำลังใจเจ้าหน้าที่จากการตั้งคำถามที่สำคัญ เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าสุดท้ายแล้วเราจะสามารถคืนความสงบ และรักษาไว้ซึ่งสังคมพหุวัฒนธรรมภายใต้ความเป็นคนไทยเหมือนกันได้หรือไม่
นายชยพลระบุด้วยว่า หนึ่งในคำถามที่ถูกตั้งเสมอมาคือการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการใช้ทหารนำเป็นพลเรือนนำ ทำงานทางความคิด ยอมรับความแตกต่างทางความเชื่อเพื่อแสวงหาจุดร่วมภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศ และยังคงเดินหน้างานข่าวกรองต่อเพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างสถานการณ์โดยอาศัยความโกรธ ความกลัว ความเกลียดชัง ด้วยการสร้างความต่างและระยะห่างระหว่างพวกเขาและพวกเรา ซึ่งยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องลดระยะห่างทางความเข้าใจไม่ให้เกิดช่องว่างให้ใครฉวยโอกาสในการสร้างความไม่สงบอีก
นายชยพลระบุอีกว่า ทั้งนี้ หวังว่ากองทัพจะเลิกเบี่ยงประเด็นไปนอกเหนือจากคำถามที่ควรต้องตอบ ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องตั้งคำถามถึงการบริหารราชการและความคุ้มค่าของงบประมาณ ไม่หลบหลังเจ้าหน้าที่ที่ก็ลำบากและเสี่ยงภัยจากการกำหนดนโยบายที่ไม่ตรงโจทย์ของฝ่ายบริหาร และหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของตัวเองบ้าง เพื่อควบคุมให้ส่วนราชการภายใต้การกำกับของตัวเองได้ทำงานอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาคลำหาทางกันเองโดยไม่รับผิดชอบทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่
“ย้ำคำถามที่ควรต้องตอบ ไม่รู้เลยไม่ทำเท่ากับบกพร่อง รู้แต่ก็ยังไม่ทำเท่ากับยิ่งบกพร่อง ควรหรือยังที่ต้องปรับยุทธศาสตร์ เจ้าหน้าที่หน้างานกำลังเสี่ยงชีวิตโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เพราะความบกพร่องของฝ่ายบริหารหรือไม่” นายชยพลระบุ





