ถ้าพูดถึง Luxury Travel เมื่อสิบกว่าปีก่อน ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นโรงแรมห้าดาว ห้องสวีต หรือบริการระดับพรีเมียม แต่ตลาดบนสุดของการท่องเที่ยวกำลังขยับไปอีกทาง เมื่อความเป็นส่วนตัว เวลเนส วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่หาไม่ได้ทั่วไป เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นในการนิยามคำว่า ลักชัวรี ใหม่
ประเด็นสำคัญ
และปีหน้า กรุงเทพฯ กำลังจะได้เป็นพื้นที่พบปะของคนทำงานในตลาดนี้โดยตรง
Private Luxury Events บริษัทผู้จัดอีเวนต์ด้าน Luxury Travel จากลอนดอน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมจัด Ultra Thailand 2027 ระหว่างวันที่ 20-24 มิถุนายน 2570 ที่ Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River นับเป็นครั้งแรกที่ Ultra เลือกจัดงานในกรุงเทพฯ และเป็นการเข้ามาจัดงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกอีกด้วย
Ultra ไม่ใช่งาน Travel Fair สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นงานที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้น ที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เจรจาธุรกิจระหว่างแบรนด์และผู้ประกอบการในตลาด Luxury Travel กับกลุ่มผู้ซื้อและคนที่มีบทบาทในการออกแบบการเดินทางให้ลูกค้าระดับ Ultra-High-Net-Worth Individuals หรือ UHNWIs
ผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่ Family Offices, Executive และ Personal Assistants ไปจนถึง Celebrity Agents ซึ่งทำหน้าที่ดูแลหรือวางแผนการเดินทางให้กับลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง โดยผู้เข้าร่วมจะผ่านการคัดเลือกจากผู้จัดงานก่อนเข้าร่วมเครือข่าย
พูดง่ายๆ คือ แทนที่จะพยายามเข้าถึงนักท่องเที่ยวระดับบนโดยตรง งานนี้นำคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการออกแบบทริปของคนกลุ่มนั้นมาเจอกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว


แล้วทำไม Ultra ถึงเลือกกรุงเทพฯ
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่า Ultra จะมาจัดที่ไหน แต่คือ ทำไมกรุงเทพฯ ถึงถูกเลือกในเวลานี้
หนึ่งในคำอธิบายอยู่ที่การเติบโตของกลุ่มคนมั่งคั่งในเมือง จากข้อมูล World Ultra Wealth Report 2026 ของ Altrata กรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะมีประชากร Ultra-Wealthy เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงถึงปี 2030 โดยข้อมูลที่เผยแพร่เพิ่มเติมระบุว่าประชากร UHNW ของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปี 2025 ถึง 2030
ขณะที่ Knight Frank คาดการณ์ในอีกกรอบหนึ่งว่า จำนวนประชากร UHNW ของ ประเทศไทยโดยรวม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 26% ระหว่างปี 2026-2031
พร้อมกันนั้น กรุงเทพฯ ก็กำลังเห็นการลงทุนจากแบรนด์โรงแรมระดับ Luxury เพิ่มขึ้น ตั้งแต่การเปิด Aman Nai Lert Bangkok ไปจนถึง The Langham, Custom House, Bangkok ซึ่งกำลังเปลี่ยนอาคารศุลกสถานเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง โดย The Langham เปิดรับจองแล้วสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งหมดทำให้กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังกลายเป็นตลาดที่แบรนด์ Luxury Hospitality ระดับโลกให้ความสนใจมากขึ้นเช่นกัน
จากความลักชัวรีแบบเดิม สู่ ‘Healing is the New Luxury’
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการนำไปขายในตลาดนี้ ซึ่งททท. วางทิศทางการสื่อสารเรื่อง Luxury Travel ผ่านแนวคิด ‘The Soul of Thai’ โดยหยิบสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลเนส อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม งานคราฟต์ การเดินทางแบบ Private Journey ไปจนถึง Living Heritage มาประกอบเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น
หนึ่งในแนวคิดที่ถูกนำมาใช้คือ ‘Healing is the New Luxury’ ซึ่งมองความหรูหราออกไปไกลกว่าวัตถุหรือบริการราคาแพง แล้วให้ความสำคัญกับ Wellbeing, Personalisation และ Meaningful Travel มากขึ้น


อีกคำหนึ่งที่ถูกหยิบมาใช้คือ ‘น้ำใจ’ หรือ Nam Jai ในฐานะคุณลักษณะของการต้อนรับแบบไทยที่ไม่ได้เกิดจากสิ่งปลูกสร้างหรือ Facility แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคน
ตรงนี้อาจเป็นโจทย์ที่น่าสนใจกว่าการพยายามแข่งขันว่าใครมีโรงแรมหรูหรือบริการแพงกว่า เพราะสิ่งที่ประเทศไทยพยายามนำเสนอคือการเอาทั้ง Wellness, Culture, Gastronomy และ Hospitality มาประกอบกันเป็น Luxury Experience ในแบบของตัวเอง
แต่การมีงานนี้เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่ากรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลาง Ultra-Luxury Travel ของเอเชียทันที
สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้มากกว่าคือ ผู้ประกอบการไทยจะสามารถเปลี่ยนจุดแข็งอย่างวงการอาหาร เวลเนส วัฒนธรรม ธรรมชาติ และ Hospitality ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความเฉพาะตัว มีความเป็นส่วนตัว และสร้างมูลค่าสูงขึ้น ได้มากแค่ไหน
สำหรับผู้ประกอบการหรือแบรนด์ที่สนใจเข้าร่วม Ultra Thailand 2027 ขณะนี้ Private Luxury Events เปิดให้ Register Your Interest แล้วผ่านเว็บไซต์ privateluxuryevents.com/ultra/Thailand โดยการเข้าร่วมงานเป็นรูปแบบ Invitation-Only และขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้จัดงาน
ภาพ: Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River




