ถ้ารู้จัก Ruay Mitr (รวยมิตร) ร้านข้าวต้มกุ๊ยที่คุ้นเคยกันดี ต้องมาลอง Mitr Street (มิตรสตรีท) ครั้งนี้ได้หยิบความสนุกแบบเดิมมาปรับให้ใหม่ขึ้น จากร้านข้าวต้มกลายเป็นร้านกินดื่มทั้งตึก 6 ชั้นในซอยท่าเตียน ที่มีตั้งแต่อาหารไทย-จีน ไปจนถึงรูฟท็อปบาร์ชั้นบนสุดสำหรับนั่งดื่มพร้อมมองวิววัดโพธิ์
ประเด็นสำคัญ
ร้านนี้เป็นโปรเจกต์ใหม่ของ ธัช-ธัชชัย นาคพันธุ์ และทีม สุพรรณิการ์กรุ๊ป ซึ่งอยู่เบื้องหลังรวยมิตรเช่นเดียวกัน แต่การขยับมาท่าเตียนครั้งนี้มีเรื่องราวพิเศษขึ้นอีกหน่อย เพราะตึกแถวในซอยท่าสุพรรณที่พวกเขาเลือกใช้เป็นมรดกที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า และในอดีตเคยเป็นร้านขายของชำมาก่อน


แทนที่จะเปลี่ยนตึกเก่าให้กลายเป็นร้านอาหารใหม่แบบไม่เหลือร่องรอยเดิม ทีมจึงเลือกเก็บคาแรกเตอร์ของตึกเอาไว้ แล้วตีความใหม่ให้เป็นบ้านที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของกรุงเทพฯ ในย่านเมืองเก่าให้คนเข้ามากินข้าว นั่งดื่ม และใช้เวลาด้วยกันได้
ส่วนหน้าตาของบ้านหลังนี้ได้ โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา ดีไซเนอร์ตัวท็อป มาช่วยเติมความสนุกด้วยสีสัน กราฟิก และกลิ่นอาย Pop Art ยุค 70s ผสมความเป็นไทย-จีน จนออกมาเป็นความเก๋แบบ Old Town Funk ที่ไม่ได้พยายามทำให้เมืองเก่าดูย้อนยุค แต่เลือกหยิบของเดิมมาเล่าใหม่ให้สนุกกว่าเดิม



The Vibe
สิ่งแรกที่ทำให้มิตรสตรีทแตกต่างจากร้านทั่วไปคือความ สีเยอะ ลายเยอะ และสนุกแบบตั้งใจ ตั้งแต่กราฟิก เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ ที่แทรกอยู่ทั่วตึก โดยมีความเป็น Pop Art ยุค 70s ผสมกับภาพจำของร้านค้าและบ้านคนไทย-จีนในอดีต แต่ถูกทำให้ร่วมสมัยขึ้นจนได้บรรยากาศแบบ Old Town Funk ที่ทีมออกแบบใช้เรียกคาแรกเตอร์ของที่นี่


แน่นอนไฮไลต์อยู่บนชั้น 6 กับ Thaiki Rooftop Bar ที่นำวัฒนธรรม Tiki มาผสมความเป็นไทย-จีน ตั้งแต่บรรยากาศเปิดรับลมและมองเห็นทั้งวัดโพธิ์กับเมืองเก่ารอบๆ โดยเฉพาะช่วงอาทิตย์ตกไปถึงค่ำที่พระปรางค์เริ่มเปิดไฟ บรรยากาศจะเปลี่ยนจากร้านอาหารกลางวันไปเป็นบาร์แบบเต็มตัว
ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีดีเจขึ้นมาเปิดเพลงด้วย ถ้าอยากได้ทั้งวิวและบรรยากาศ แนะนำให้กะเวลามาก่อนพระอาทิตย์ตกเล็กน้อย แล้วนั่งต่อยาวๆ ไปถึงช่วงค่ำ



The Taste
มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย ครบตามฉบับอาหารไทย-จีน ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด และเมนูย่าง โดยส่วนใหญ่เป็นจานที่กินง่าย และเหมาะกับการสั่งมาแชร์กันกลางโต๊ะ ซึ่งยังคงต่อยอดจากรวยมิตรด้วยการคั่วกระทะเหล็กด้วยไฟแรงและการย่างบนเตาถ่าน ทำให้อาหารส่วนใหญ่มีรสชัด มีกลิ่นหอมจากเตา และยิ่งสั่งหลายจานมากินแชร์กันก็ยิ่งสนุก
ถ้าอยากเริ่มจากจานที่เป็นรวยมิตรจริงๆ เนื้อทอดเผิงโหย่ว (550 บาท) ยังเป็นหนึ่งในจานที่เราอยากให้ลอง เนื้อสันในหั่นบางผ่านไฟเพียงสั้นๆ จนด้านนอกสุกแต่ข้างในยังแรร์และนุ่ม เสิร์ฟมาแบบฉ่ำน้ำมันพร้อมซอสสูตรของร้าน เป็นจานที่ทั้งมัน เค็ม และมีความนุ่มของเนื้ออยู่ในคำเดียว
จานกินเล่นที่สั่งมาแล้วหมดไวคือ หมูกรอบทอด (220 บาท) หมูสามชั้นทอดมาเป็นชิ้นพอดีคำ จุดเด่นอยู่ที่หนังและขอบด้านนอกที่กรอบ ขณะที่เนื้อกับชั้นไขมันด้านในยังมีความนุ่มและฉ่ำ เป็นจานเค็มมันที่เหมาะกับการวางไว้กลางโต๊ะแล้วค่อยๆ คีบกิน
ส่วน กุยช่ายกรอบตลาดพลู (160 บาท) ร้านให้ความสำคัญถึงขนาดกำหนดให้กุยช่ายแต่ละชิ้น เพื่อให้เวลาทอดแล้วได้ผิวด้านนอกบางกรอบ แต่ตรงกลางยังนุ่มอยู่



อีกจาน กุ้งแช่น้ำปลาอูรักลาโว้ย (280 บาท) ที่ความน่าสนใจอยู่ตั้งแต่วัตถุดิบ เพราะใช้กุ้งแชบ๊วยจากประมงพื้นบ้านของชาวอูรักลาโว้ย เกาะลันตา ส่งมายังร้านโดยไม่แช่น้ำแข็งหรือน้ำจืด เพื่อรักษารสหวานและเนื้อสัมผัสเด้งของกุ้งเอาไว้ พอมาเจอกับน้ำปลารสจัดจึงเป็นจานเย็นที่กินสลับกับของทอดและอาหารจากกระทะไฟแรงได้ดี
มาถึงเมนูใหม่ของ Mitr Street เราชอบที่หลายจานเล่นกับ เตาถ่านและไฟแรง มากขึ้น อย่าง ไก่ย่างแดง (160 บาท) ที่หน้าตาชวนให้นึกถึงไก่ย่างแดงแบบที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือกลิ่นถ่านชัดๆ ด้านนอกย่างจนหอม ขณะที่เนื้อด้านในยังนุ่มและฉ่ำ เป็นจานง่ายๆ ที่หยิบกินได้เรื่อยๆ
ถ้าชอบกลิ่นย่างแบบเดียวกัน ลอง ปลาหมึกย่าง (420 บาท) ที่ย่างปลาหมึกมาให้ได้กลิ่นถ่านและความหอมจากผิวด้านนอก แต่เนื้อยังมีความเด้งและฉ่ำ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มรสจัดที่ช่วยเติมทั้งความเปรี้ยวและเผ็ด จานนี้ยิ่งกินตอนร้อนๆ ยิ่งดี



จากของย่างลองสลับมาที่อะไรซดร้อนๆ อย่าง ไข่ตุ๋นหม้อไฟมันกุ้งเสวย (390 บาท) ไข่ตุ๋นเสิร์ฟมาในหม้อไฟ เนื้อไข่นุ่มฟูและมีความละมุน แต่ได้มันกุ้งเข้ามาเพิ่มทั้งความหอม มัน และรสเข้มขึ้น ทำให้เป็นไข่ตุ๋นที่มีน้ำหนักกว่าปกติ และกินสลับกับจานเผ็ดๆ บนโต๊ะได้ดี
ไข่ข้นปูเป็นปู (680 บาท) ที่เล่นกับความนุ่มของไข่ข้นและเนื้อปูก้อนใหญ่ รสชาติและ texture จึงมาในทางนุ่มนวลกว่าจานไฟแรงก่อนหน้า
ส่วนใครชอบรสจัดน่าจะถูกใจกับ เล้งแซ่บภูเขาไฟ (360 บาท) ที่เสิร์ฟเล้งมาเป็นกองพร้อมน้ำซุปรสเปรี้ยวเผ็ดและพริก เป็นจานที่รสตรงไปตรงมาแต่ช่วยปลุกโต๊ะได้ดี โดยเฉพาะเมื่อกินสลับกับของย่างและเมนูที่มีความมันก่อนหน้า
อีกจานที่ค่อนข้างต่างจากอบวุ้นเส้นทั่วไปคือ หมึกน้ำดำอบวุ้นเส้นพริกสด (480 บาท) เพราะเอาความเข้มข้นและรสเฉพาะตัวของหมึกดำมาคลุกเคล้ากับวุ้นเส้น แล้วใช้พริกสดเข้ามาเพิ่มความจัดจ้าน ทำให้เป็นอบวุ้นเส้นที่รสเข้มขึ้นและไม่ได้มาในทางหวานนำแบบที่หลายคนน่าจะคุ้นเคย



ส่วนจานคาร์บที่เราเลือกสั่งคือ ข้าวผัดหม่าล่า (300 บาท) ซึ่งยังคงใช้วิธีผัดด้วยไฟแรงบนกระทะเหล็กตามคาแรกเตอร์ของครัว แต่เปลี่ยนจากรสข้าวผัดแบบไทย-จีนคุ้นเคยด้วยความหอมและเผ็ดชาของหม่าล่า ทำให้เป็นข้าวผัดที่มีรสจัดพอจะกินเดี่ยวๆ ได้ หรือจะตักแบ่งมากินคู่กับจานอื่นบนโต๊ะก็สนุกไปอีกแบบ
ของหวานยังคงความเป็นรวยมิตรเอาไว้ มาในโทนเย็นๆ สดชื่นขึ้น เริ่มจาก วุ้นเก๊กฮวยไต้หวัน (140 บาท) ที่เสิร์ฟพร้อมลิ้นจี่และเก๋ากี้ ให้รสหวานหอมแบบเบากว่า ส่วนใครอยากจบแบบขนมไทยเต็มตัวมี ไอติมรวมมิตร (160 บาท) ไอศกรีมกะทิกินกับเครื่องรวมมิตรแบบไทยๆ ให้เลือก
แต่ถ้ายังไม่อยากกลับบ้าน แนะนำให้ขึ้นไปต่อบน Thaiki Rooftop Bar แล้วเปลี่ยนจากกระทะไฟแรงมาเป็นค็อกเทลเย็นๆ อย่าง I Love Sapparot (370 บาท) หรือ Hong Kong Old-Fashioned (370 บาท) เลือกโต๊ะที่มองเห็นวัดโพธิ์ แล้วนั่งต่อไปจนฟ้ามืด น่าจะเป็นวิธีจบมื้อที่เข้ากับความเป็นมิตรสตรีทที่สุด



Good for
ใครที่กำลังหาร้านอยากพาเพื่อนต่างชาติไปกินอาหารไทย-จีนในบรรยากาศที่สนุกกว่าร้านแบบเดิม เพราะที่นี่รวบรวมทั้งมิติรสชาติ งานดีไซน์สุดเก๋ และย่านเมืองเก่าเอาไว้ในตึกเดียว หรือจะนัดกลุ่มเพื่อนมาช่วงเย็นก็เข้าท่า เริ่มจากกินข้าวกันด้านล่าง แล้วค่อยขยับขึ้นไปนั่งดื่มด้านบนดูวัดโพธิ์ตอนเปิดไฟต่อได้ยาวๆ
Mitr Street by Ruay Mitr
Location: ซอยท่าสุพรรณ ท่าเตียน (MRT สนามไชย ทางออก 1)
Open: เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.
Contact: Mitr Street
Booking: 065-956-9414
Parking: สามารถจอดรถได้ริมถนนด้านนอก, ลานจอดรถวัดโพธิ์, ซอยเศรษฐการ หรือลานจอดรถราชนาวีสโมสร**
Budget: ราคา 500-1,500 บาทต่อคน




