‘ดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมือง’ กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมากขึ้น หลังมีประชาชนร้องเรียนเรื่องผลกระทบ ทั้งเสียงจากการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กลิ่น และความกังวลเกี่ยวกับการจัดเก็บน้ำมันดีเซล

‘กทม.’ จึงสั่งชะลอการออกใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่เป็นการชั่วคราว ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาบางส่วนถูกส่งกลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ส่วน ‘กระทรวงพลังงาน’ ก็ชะลอการออกใบอนุญาตสถานที่เก็บน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจนขึ้น
หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ ‘โรงพยาบาลพระราม 9’ ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในช่วงกลางคืนที่มีเสียงดังรบกวน โดย ‘กทม.’ ระบุว่าได้เข้าไปตักเตือนผู้ประกอบการ และให้ปรับเวลาทดสอบเครื่องเป็นช่วงกลางวันแล้ว
ดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุงมีมากแค่ไหน?
ข้อมูลจาก ‘กทม.’ ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 30-40 แห่ง รวมทั้งระบบภายในของบริษัทและระบบคลาวด์ที่เปิดให้บริการมานาน
แต่หากนับเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แบบสแตนด์อโลนที่สร้างขึ้นเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ ช่วงปี 2564-2565 มีการยื่นขออนุญาตกับ ‘กทม.’ 6 แห่ง
- ในจำนวนนี้ ได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่งในช่วงปี 2565-2566
- ส่วนอีก 3 แห่งถูกชะลอ และให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ชะลอใบอนุญาตเก็บน้ำมันสำรอง พร้อมตรวจสถานที่จัดเก็บทั่วกรุง
วันที่ 2 กันยายน 2569 ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมตัวแทนจากกระทรวงพลังงาน การประปานครหลวง (กปน.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมแถลงแนวทางกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานคร
นอกจากชะลอการออกใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่แล้ว ‘กระทรวงพลังงาน’ ยังชะลอการออกใบอนุญาตสถานที่เก็บน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ทั้งหมด จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจนขึ้น
หนึ่งในกรณีที่ถูกจับตามองคือโครงการในซอย ‘รามคำแหง 28’ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดเก็บน้ำมันดีเซลมากกว่า 400,000 ลิตร
‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า จากการตรวจสอบใบอนุญาต พบว่าโครงการดังกล่าวได้รับอนุญาตให้จัดเก็บน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตรเท่านั้น หากตรวจพบว่าจัดเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกัน ‘กทม.’ จะร่วมกับ ‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ตรวจสอบสถานประกอบการที่จัดเก็บน้ำมันไว้ใช้เองทั่วกรุงเทพมหานครทั้งหมด 56 แห่ง เพื่อดูว่าการจัดเก็บเป็นไปตามใบอนุญาตและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยหรือไม่
ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเสียง แรงสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมัน หรือความร้อน สามารถแจ้งเรื่องกับ ‘กทม.’ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และใช้กฎหมายท้องถิ่นระงับเหตุได้
ยืนยัน ดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่กระทบการใช้ไฟฟ้า-น้ำประปา
สำหรับความกังวลว่าการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาของดาต้าเซ็นเตอร์จะกระทบกับประชาชนหรือไม่ ‘เกษม สระทองฮัก’ ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟน. ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครไม่ได้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเหมือนโครงการในพื้นที่ EEC โดยส่วนใหญ่มีความต้องการใช้ไฟประมาณ 20 เมกะวัตต์ ขณะที่การใช้จริงอยู่ที่ประมาณ 8 เมกะวัตต์
‘กฟน.’ ยังจ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านวงจรแยกเฉพาะ จึงไม่กระทบต่อการจ่ายไฟให้ภาคประชาชน
ด้านน้ำประปา ‘สุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์’ รองผู้ว่าการ กปน. ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ในกรุงเทพมหานครใช้น้ำเฉลี่ยประมาณเดือนละ 7,800 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใช้น้ำประมาณเดือนละ 30,000-40,000 ลูกบาศก์เมตร และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประมาณเดือนละ 20,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่กระทบต่อปริมาณน้ำประปาสำหรับประชาชน
ส่วนการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น ‘ชัชชาติ’ ระบุว่า น้ำบางส่วนระเหยเป็นไอ ขณะที่บางส่วนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้รดน้ำต้นไม้ได้ แต่ยังต้องติดตามว่ามีการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงลงสู่คูคลองหรือไม่ หากอยู่ภายใต้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก็จะช่วยให้ติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้น
กฎหมายมีช่องโหว่ ไม่มีนิยามของ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
เบื้องหลังปัญหานี้ยังมี ‘ช่องว่าง’ ทางกฎหมาย โดย ‘ศุภณัฐ มีนชัยนันท์’ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ระบุว่า เคยนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2567 พร้อมเรียกร้องให้ ‘กรมโยธาธิการและผังเมือง’ เร่งกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ และให้ ‘กทม.’ กำกับดูแลผ่านร่างผังเมืองฉบับใหม่
เขาระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่มีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดได้ เพราะยังไม่มีการกำหนดว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอาคารประเภทใดตามกฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมือง ทำให้บางโครงการสามารถยื่นขออนุญาตโดยระบุเป็นอาคารประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า สำนักงาน หรืออาคารพาณิชย์
สำหรับกรณี ‘รามคำแหง 28’ ทาง ‘ศุภณัฐ’ ระบุว่ามีการจัดเก็บน้ำมันดีเซล 429,000 ลิตร แต่ยังไม่เข้าข่าย ‘คลังน้ำมัน’ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากมีปริมาณต่ำกว่า 500,000 ลิตร อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีใบอนุญาตเป็นสถานที่เก็บน้ำมันจากกรมธุรกิจพลังงาน
ประเด็นนี้ตรงกับที่ ‘ชัชชาติ’ ยอมรับว่า ที่ผ่านมากฎหมายยังมีช่องว่าง เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจรูปแบบใหม่และยังไม่มีนิยามเฉพาะในกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการบางรายยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะ ‘คลังสินค้า’ ส่งผลให้โครงการบางแห่งไม่เข้าข่ายข้อกำหนด เช่น การจัดทำ EIA หรือกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 รัฐบาลได้ประกาศกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการแล้ว จากนี้ ‘กทม.’ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้นิยามดังกล่าวเป็นฐานในการทบทวนกฎหมายควบคุมอาคาร ข้อกำหนด EIA รวมถึงข้อกำหนดด้านการจัดสรรพื้นที่ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง
ในประเด็น EIA ‘ศุภณัฐ’ ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าวไม่เข้าข่ายต้องทำ EIA ตามประกาศที่เกี่ยวข้อง จึงเสนอให้รัฐบาลแก้กฎหมายควบคุมอาคาร และให้ ‘กทม.’ ปรับร่างผังเมืองใหม่ให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่แตกต่างกัน
เขาย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ห้ามสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่า พื้นที่ไหนสร้างได้หรือไม่ได้ ต้องผ่านมาตรฐานอะไร และประชาชนจะมีส่วนรับรู้หรือสะท้อนข้อกังวลต่อโครงการได้อย่างไร
ดาต้าเซ็นเตอร์ยังจำเป็น แต่ต้องมีการควบคุม
ขณะที่ ‘อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์’ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลข้อมูล หากไทยไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง ก็ต้องพึ่งพาพลังประมวลผลจากประเทศอื่น ซึ่งอาจมีต้นทุนด้านแบนด์วิดท์ และความหน่วงของข้อมูลเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ‘อิสริยะ’ ไม่เห็นด้วยกับการมองดาต้าเซ็นเตอร์ว่าเป็น ‘หัวรถจักร’ ที่จะสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศโดยตรง เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับบริการดิจิทัลอื่นๆ มากกว่า
สำหรับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เขามองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีผลกระทบในระดับเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทที่มีสารเคมีหรือวัตถุอันตราย แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ธุรกิจนี้เติบโตโดยไม่มีการควบคุม เพราะยังมีเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ การระบายความร้อน และเสียงที่ต้องกำกับ
เขาเสนอให้มีเกณฑ์ EIA สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ครอบคลุมผลกระทบในด้านต่างๆ และควรนำมาใช้พิจารณากับดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างเสร็จไปแล้วด้วย หากผ่านมาตรฐานที่เหมาะสมก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้
อีกประเด็นที่ ‘อิสริยะ’ ตั้งคำถามคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน BOI โดยเขามองว่า เมื่อมีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจำนวนมากขึ้น ไทยอาจไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนในระดับเดิม
ดราม่าครั้งนี้อยู่ที่ ‘กติกา’ ไม่ใช่แค่ตัวดาต้าเซ็นเตอร์
สรุปแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างผลกระทบต่อคนเมืองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ตั้งและมาตรฐานที่กำกับดูแล ทั้งเรื่องอาคาร ไฟฟ้า น้ำ การระบายความร้อน การจัดเก็บน้ำมัน และเสียง
ข้อมูลจาก ‘กฟน.’ และ ‘กปน.’ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครส่งผลกระทบต่อการจ่ายไฟฟ้าหรือปริมาณน้ำประปาสำหรับประชาชน ขณะที่กรณีการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในช่วงกลางคืน ‘กทม.’ ได้เข้าไปตักเตือนผู้ประกอบการ และให้ปรับเวลาทดสอบเป็นช่วงกลางวันแล้ว
แต่ประเด็นที่ยังต้องติดตามมีทั้งการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น การระบายความร้อน การจัดเก็บน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเสียงรบกวน ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อน ‘ช่องว่าง’ ของกฎหมาย และมาตรฐานที่ยังตามไม่ทันรูปแบบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
เมื่อรัฐบาลมีนิยามดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือทบทวนกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนขึ้น ทั้งประเภทอาคารและพื้นที่ตั้ง เกณฑ์ EIA การจัดเก็บน้ำมัน ความปลอดภัย รวมถึงการควบคุมผลกระทบต่อชุมชน โดยกำหนดเกณฑ์ให้แตกต่างกันตามขนาด และผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละประเภท
เพราะฉะนั้น เป้าหมายคือทำให้ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ หรือ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลสามารถเติบโตได้ภายใต้กติกาที่ชัดเจน ตั้งแต่เลือกพื้นที่ตั้ง ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัย และการดูแลผลกระทบต่อคนที่อยู่รอบข้าง
ที่มา: กรุงเทพมหานคร [1][2], Facebook อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์, Facebook ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ [1][2]
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




