กกร. และธนาคารโลก เผยแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ พร้อมประกาศ ‘ข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก’ ในงานประชุม Bangkok Business Summit 2026

ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ประเทศไทยได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Bangkok Business Summit 2026

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง สู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน จากความร่วมมือของหลากหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • กระทรวงการคลัง 
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย 
  • สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
  • ธนาคารโลก 

The Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่นำโดยภาคเอกชน เสนอต่อรัฐบาล รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ทั่วโลก

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวรายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลกในชื่อว่า ‘Building Thailand’s Future Today’ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางในการยกระดับการเติบโตของ GDP ประเทศให้สูงขึ้น 5.5% พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงอย่างครอบคลุมทุกภาคส่วน

เน้นย้ำข้อเสนอของไทยบนเวทีโลก ผ่าน 5 อุตสาหกรรมหลัก

Bangkok Business Summit 2026
‘ผยง ศรีวณิช’ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

The Bangkok Business Summit 2026 ได้เน้นย้ำถึง ‘ข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก’ ซึ่งวางตำแหน่งไทยให้เป็นศูนย์กลางชั้นนำของภูมิภาคอาเซียนสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงบริการที่มีมูลค่าสูง เพื่อรองรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจโลก

ภายในงานยังมีการกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างกกร. และธนาคารโลก โดยเน้นที่ 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่

  1. อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง: ผลักดันการเติบโตในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ AI, เซมิคอนดักเตอร์ และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า
  1. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมสุขภาพ: ผลักดันจากการท่องเที่ยวแบบมวลชน สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศในเมืองรอง
  1. อุตสาหกรรมการบริการด้านดิจิทัล: ส่งเสริมฟินเทค โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ การบูรณาการ AI และเงินทุนร่วมลงทุนสำหรับสตาร์ทอัป
  1. อุตสาหกรรมธุรกิจด้านการเกษตร: ยกระดับมูลค่าห่วงโซ่เศรษฐกิจปลายน้ำ โลจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิ และการทำฟาร์มที่คํานึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  2. เศรษฐกิจสร้างสรรค์: ขยายขนาดโครงสร้าง เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้จากการผลิตเนื้อหาทางดิจิทัล เกม และทรัพย์สินทางปัญญา

นอกจากนั้น ภาครัฐและเอกชนยังได้ร่วมกันกำหนดแผนปฏิบัติการประสิทธิภาพสูง 15 ข้อ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่พลวัตองค์กร การยกระดับทักษะแรงงาน ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

การขยายผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้ จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมเชิงโครงสร้างและแผนงานเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่เตรียมพร้อมต้อนรับประชาคมการเงินโลกสู่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 เช่นกัน 

‘ผยง ศรีวณิช’ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า นี่คือการประชุมครั้งสำคัญ เนื่องจากมีการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของรัฐบาล การวิจัยของธนาคารโลก และการดำเนินกิจการของภาคเอกชน เพื่อต่อยอดสู่การนำเสนอแนวทางแก่นักลงทุนทั่วโลก อันจะเป็นการเปิดประตูสู่เครือข่ายการเติบโตของอาเซียนอย่างแท้จริง

“ความท้าทายของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การเติบโต แต่เป็นการสร้างการเติบโตที่สามารถแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้อง ‘พลิกโฉมประเทศไทย’ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยศักยภาพ” ผยงกล่าว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา