
ถึงจะเจอทั้งดราม่า ทั้งมรสุม จนเป็นประเด็นพูดถึงในระยะเวลาหนึ่ง กระทั่งเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่า 25 ล้านบาท
ในวันนี้ ‘Fleen Beauty’ ของ ‘ออม สุชาร์’ ได้พลิกฟื้นธุรกิจ พาแบรนด์เติบโตก้าวกระโดด จนมีรายได้เกือบ 100 ล้านบาทแล้ว
กว่าที่จะผ่านอุปสรรคจนมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ‘ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด ได้เล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาที่แบรนด์ต้องเผชิญกับวิกฤต
ขณะนั้นมีพนักงานภายในบริษัทเหลือเพียงแค่ 4 คน หลังจากที่เข้ามาซื้อกิจการ ออม สุชาร์ เข้ามาวางระบบภายในบริษัทใหม่ทั้งหมด ด้วยความคิดที่ว่า แบรนด์มีความแข็งแกร่ง และยังมีศักยภาพมากพอที่จะเติบโตต่อได้
ทำให้เริ่มการรื้อโครงสร้างใหม่ ไล่ไปตั้งแต่การหาบุคลากรที่เหมาะสม การวางโครงสร้างองค์กร การจัดการคลังสินค้า บรรจุภัณฑ์ เปลี่ยน Supplier
ไปจนถึงการวางแผนบริหาร Supply Chain เพื่อเตรียมแผนรับมือเมื่อถึงเวลาสินค้าขาดสต็อค เพื่อสร้างสมดุลระหว่างระบบรากฐานขององค์กรและยอดขายให้เติบโตไปพร้อมกันได้

หลังจากผ่านพ้นช่วงแรกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย Fleen Beauty ได้ฟื้นกลับมาและมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
จากยอดขายที่ 47 ล้านบาท ในปี 2567 สู่การขยับเกินเท่าตัวด้วยรายได้ 96 ล้านบาท ในปี 2568
ส่วนหนึ่งมาจากกระแส T-Beauty ที่กำลังเติบโตทั้งในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยและเอเชีย ทำให้ Fleen Beauty ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่เป็นที่รู้จักอยู่พอสมควรนั้น เติบโตไปพร้อมกับกระแสนี้ด้วย
สิ่งสำคัญอีกอย่าง ออม สุชาร์ มองว่า เกิดจากการซื้อซ้ำและการบอกกันปากต่อปากในกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในตลาดเครื่องสำอางที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้ Fleen Beauty โฟกัสไปที่การทำสินค้าเพื่อการขายในระยะยาว ไม่ได้ไล่จับทุกกระแส เพื่อให้ลูกค้าที่ชื่นชอบกลับมาซื้อซ้ำได้เรื่อยๆ
การบอกปากต่อปากจะเกิดขึ้นได้ อันดับแรกที่เป็นหัวใจ คือสินค้าต้องมาก่อน
สำหรับจุดแข็งของ Fleen Beauty ไม่ได้อยู่ที่ความสวยของเครื่องสำอางเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการหานวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาสินค้า ซึ่งแบรนด์ก็เลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่เหมาะกับคนมีผิวแพ้ง่าย บอบบาง
กลายมาเป็นรากฐานของการทำสินค้าที่ได้ทั้งความสวยงามและให้การบำรุงไปพร้อมๆ กัน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจ และนำมาใช้กับสินค้าหลักของแบรนด์ ก็คือการออกสินค้าในขนาด ‘Travel Size’ เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้ไซส์เล็ก ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อขนาดจริง ตอบโจทย์คนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ
โดยสินค้าที่ทำยอดขายสูงสุด คือกลุ่ม Tone-up และ Corrector คิดเป็นสัดส่วน 80% ของยอดขายทั้งหมด
และยังมีสินค้าใหม่ที่เติบโตอย่างน่าจับตา รวมถึง Fleen Beauty ยังเป็นเจ้าแรกๆ ในไทยที่พัฒนาสินค้านี้ อย่าง ‘Skin Tint’ ซึ่งทำยอดขายในเดือนแรกได้ 10,000 ชิ้น และคาดว่าจะเป็น Hero Product ชิ้นต่อไป

การจะทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ และเข้าไปอยู่ในใจได้นั้น เกิดจากการได้มองเห็นสินค้าจากหลายๆ ที่ เป็นสาเหตุให้ Fleen Beauty เลือกจะผลักดันในเรื่องของช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันนี้ยอดขายของ Fleen Beauty ในช่องทางออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนถึง 97% ของยอดขายทั้งหมด โดยมีออฟไลน์เพียงแค่ 3% เท่านั้น
แต่สำหรับในปี 2569 นี้ แบรนด์ได้คาดการณ์สัดส่วนของยอดขายออนไลน์จะอยู่ที่ราว 83% และยอดขายออฟไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 17% ด้วยการวางจำหน่ายทั้งใน EVEANDBOY, Watsons, Beautrium, Multy และ Konvy
หลังจากนี้แบรนด์ยังคงวางแผนที่จะออกสินค้าใหม่และขยายช่องทางการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง คู่ไปกับการเติบโตของตลาด T-Beauty
โดยในปี 2569 นี้ Fleen Beauty ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 120 ล้านบาท ซึ่งตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม สามารถทำรายได้เกินครึ่งทางมาแล้ว อยู่ที่ 76 ล้านบาท
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




