
อรสิริน โชว์ผลงานครึ่งปีแรก กวาดยอดขาย 80% ตุนแบกล็อกแน่น 4,261 ล้านบาท ทยอยรับรู้ถึงปี 71 เดินหน้าเจาะตลาด “ภูเก็ต-สมุย” จับดีมานด์เมืองท่องเที่ยว จ่อเปิดตัวคอมมูนิตี้ใหม่ภูเก็ต-ดันรร.นานาชาติต่อเนื่อง หนุนเป้ารายได้ประจำ 20% ภายในปี‘71
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า แนวโน้มอสังหาฯครึ่งหลังปี 2569 คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก จากการทยอยโอนหลายโครงการ ได้แก่ ฮาบิแทท มหิดล, อะไรซ์ ไวบ์ ภูเก็ต และอะไรซ์ ฮิลล์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากพม่า จีน และชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสูง และวางเงินดาวน์สัดส่วน 30-50%
ครึ่งแรก กวาดยอดขายแล้ว 80%
ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมียอดขายสุทธิ 2,207 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของเป้ายอดขายทั้งหมด ขณะที่ยอดโอนในครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 876.63 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเป้ายอดโอนทั้งหมด
และมียอดขายรอรับรู้รายได้กว่า 4,261 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 32% และคอนโด 68% แบ่งเป็นตัวเลขที่จะรับรู้ในปีนี้ทั้งหมด 2,600 ล้านบาท ซึ่งรับรู้ไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก 1,000 ล้านบาท และอีก 1,600 ล้านบาทจะรับรู้ในครึ่งหลังของปี 2569 ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ใน 2 ปีถัดไป (2570-2571)

เจาะตลาดใหม่ “ภูเก็ต-สมุย“
นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯพื้นที่ภาคเหนือและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง จากการทยอยฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเข้ามาของประชากรแฝง นักลงทุนต่างชาติ กลุ่มผู้พำนักระยะยาว (Long Stay) และครอบครัวผู้ปกครองของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งนับเป็นฐานลูกค้าสำคัญของบริษัท
บริษัทวางกลยุทธ์พัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละทำเล โดยให้ความสำคัญด้านการออกแบบ ฟังก์ชันการอยู่อาศัย และมาตรฐานการก่อสร้างระดับสากล
สำหรับตลาดเชียงใหม่ อรรคเดช ระบุว่า ภาพรวมตลาดรวมหดตัวแต่คอนโดฟื้นตัวได้ดีกว่าแนวราบ เนื่องจากดีมานด์ต่างชาติที่เข้ามา อาทิ สหรัฐจากการสร้างสถานทูตสหรัฐ และพม่าที่เริ่มส่งลูกหลานเข้ามาเรียนโรงเรียนในเชียงใหม่มากขึ้น ทำให้สัดส่วนการเข้ามาของสองชาตินี้เข้ามาหนุนกำลังซื้อต่างชาติ และทดแทนกำลังซื้อคนไทยอีกด้วย
ทำให้ 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,158 ล้านบาท ที่โฟกัสการขยายพอร์ตคอนโดมากกว่าแนวราบ ประกอบด้วยคอนโด 3 โครงการ ได้แก่
1.เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด 4 มูลค่า 154 ล้านบาท จำนวน 54 ยูนิต 2.ดิ แอสตร้า สมุย มูลค่า 916 ล้านบาท จำนวน 237 ยูนิต และ 3.อะไรซ์ บิสซิเนส พาร์ค มูลค่า และแนวราบ 1 โครงการ ได้แก่ บีลีฟ วงแหวน–สันกำแพง 2 มูลค่า 1,389 ล้านบาท จำนวน 304 ยูนิต
ส่วนตลาดใหม่อย่าง “ภูเก็ต” เป็นตลาดที่เน้นขายคนท้องถิ่นมากกว่าต่างชาติ โดยเฉพาะคนทำงานอิสระ เป็นคอนโดราคาเริ่มต้น 2-3 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 70,000-80,000 บาทต่อตร.ม. ซึ่ง ขายไปได้แล้ว 78% และเตรียมโอนเดือน พ.ย.นี้
โดยใช้วิธีเรียกเก็บเงินดาวน์จากคนไทย 20% และต่างชาติ 50% ทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินต่ำ และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพียง 0.6 เท่า
ขณะที่ “สมุย” อรรถเดช มองว่า เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง จากค่าครองชีพและค่าเดินทางที่สูงกว่าภูเก็ต และยังใหม่มากสำหรับผู้ประกอบการอสังหาฯ จึงยังเป็นตลาดที่เสิร์ฟต่างชาติได้ โดยบริษัทฯจึงเลือกพัฒนาโครงการคอนโด “ดิ แอสตร้า สมุย“ ราคาเฉลี่ย 110,000-120,000 บาทต่อตร.ม. บนเนื้อที่ 8 ไร่ ใกล้อนันตรา บ่อผุด อยู่ในขั้นตอนขอใบอนุญาต EIA และคาดว่าจะเปิดพรีเซลปลายปีนี้
พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯรายแรกของภาคเหนือที่ได้รับมาตรฐาน EDGE Champion สะท้อนแนวคิดการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการใช้สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

ตั้งเป้ารายได้ประจำ 20% ภายใน 2571
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) สร้างความมั่นคงของผลประกอบการระยะยาว ปัจจุบันธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ เดอะ แบ็คยาร์ด มีพื้นที่ให้เช่ารวม 3,026 ตารางเมตร มีผู้เช่าแล้วประมาณ 81% และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 พร้อมทั้งศึกษาการขยายโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ในทำเลที่มีศักยภาพเพิ่มเติม โดย “เดอะ แบ็คยาร์ด” ที่ภูเก็ตยังมีกำหนดการเปิดตัวตามเดิมที่ไตรมาส 1/70
ด้านธุรกิจบริหารทรัพย์มือสอง บริษัทเตรียมจัดหาทรัพย์คุณภาพเพิ่มอีกประมาณ 10 ยูนิต แบ่งเป็นบ้าน 30% และคอนโดมิเนียม 70% มูลค่ารวมประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อรีโนเวทและจำหน่ายต่อ รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น จากพาร์ตเนอร์ที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 4 รายได้แก่ ธนาคารกสิกร ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท บริหารสินทรัพย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ขณะที่ โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand เตรียมเปิดภาคการศึกษาใหม่ โดยปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 176 คน จากเดิมในปีการศึกษาแรกที่ 81 คน แบ่งเป็นนักเรียนไทยประมาณ 40% และนักเรียนต่างชาติ 60% ได้แก่ จีน เกาหลี พม่า และชาวยุโรป คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป และมีศักยภาพสร้างรายได้ประมาณกว่า 100 ล้านบาทต่อปี เพื่อเป้าหมายรายได้ประจำ 400 ล้านบาท หรือประมาณ 20% ต่อปีของรายได้จากธุรกิจทั้งหมดของบริษัทฯ ภายในปี 2571





