เส้นทางวิบาก 28 ปี กกต. กรรมการติดคุก – ถูกวางระเบิด  


05 ก.ย. 2569 | 09:01น.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

คดีฮั้วเลือกวุฒิสภา (สว.) บั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง 

นาทีนี้เส้นทางขององค์กร กกต. ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองมาแล้ว 28 ปี จาก กกต. ทั้งหมด 6 ชุด

บางชุดถูกยกย่องด้วยความชื่นชมถึง “ความเป็นกลาง” และการทำงานอย่างมี “ประสิทธิภาพ” ในการรณรงค์เลือกตั้ง

แต่ กกต.บางยุคต้องจบลงด้วยความขมขื่น และบุคคลที่เป็นกรรมการต้องถูกจำคุก 

กกต.บางคณะก็เกือบ “เอาตัวไม่รอด” แต่ยังสามารถฝ่าด่านอันตรายมาได้ 

ต่อไปนี้คือเส้นทาง 28 ปีของ กกต. ที่มีทั้งเสียงชื่นชม เสียงก่นด่า และเสียงระเบิดที่คุกคามถึงประตูบ้าน 

กกต.ชุดที่ 1 มี “ธีรศักดิ์ กรรณสูต” เป็นประธาน อยู่ในวาระ 3 ปีเศษ ตั้งแต่ปี 2540 – 2544 จัดการเลือกตั้ง สส. 1 ครั้ง ได้รับการยอมรับว่าเป็นธรรม เป็นกลางที่สุด เพราะในยุคนั้นมีการแจกใบเหลืองใบแดงมากที่สุดนับร้อยใบ ขณะที่การรณรงค์การเลือกตั้งโดย “โคทม อารียา” กกต.ดูแลด้านการมีส่วนร่วมคณะนั้น ได้ปลุกกระแสการเลือกตั้งให้คนหันมาสนใจ ทำให้จำนวนใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 มากที่สุดในยุคนั้น โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ทั้งหมด 42,759,001 คน มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งจริงจำนวน 29,904,940 คน คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 69.94  

กกต.ชุดที่ 2 มี “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ” เป็นประธาน อยู่ในวาระตั้งแต่ปี 2544 จนถึง 2549 จัดการเลือกตั้ง สส. 1 ครั้ง แต่กลายเป็นว่า กกต.ชุดที่สองกลายเป็นชุดที่มีข้อครหามากที่สุดจากกรณีการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย โดยศาลรัฐธรรมนูญลงมติด้วยคะแนน 8 ต่อ 6 วินิจฉัยว่ากระบวนการจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.และการจัดคูหามิชอบ และให้จัดการเลือกตั้งใหม่

แต่ระหว่างทาง “พล.ต.อ.วาสนา” ต้องเจอมรสุมชีวิต ที่เขาเปรียบตัวเองเหมือน “แพะบูชายัญ” ในการต่อสู้ทางการเมือง ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคไทยรักไทย เมื่อพรรคไทยรักไทยต้องแข่งขันเลือกตั้งกับพรรคเล็ก เพราะพรรคขนาดใหญ่และกลางต่าง “บอยคอต”

พรรคไทยรักไทยจึงต้องเอาชนะคะแนน “โหวตโน” ร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขตให้ได้ พรรคไทยรักไทยจึงถูกพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งจับทุจริตว่า “จ้างพรรคเล็ก” ลงสนาม เพื่อไม่ให้ผู้สมัครของไทยรักไทยต้องแข่งกับคะแนน “โหวตโน”

ประกอบกับมีการพบว่าเจ้าหน้าที่ กกต.ได้แก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคที่ขาดคุณสมบัติเรื่องการสังกัดพรรค 90 วัน ให้มีคุณสมบัติครบเพื่อลงเลือกตั้งในเขตที่พรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรคเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ร้อยละ 20  

เป็นช่วงเวลาเดียวกัน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ขณะนั้นเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต. 3 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร อดีต กกต.  

ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42 กรณีที่ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคการแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย. 2549 เรื่องนี้ต่อสู้กันมาหลายปีจนกระทั่ง 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 2 ปี  

กกต.ชุดที่ 3 ที่มี “อภิชาต สุขขัคคานนท์” เป็นประธาน อยู่ในวาระปี 2549 – 2556 ครบ 7 ปี จัดการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้ง ในปี 2550 และ 2554 ผ่านการทำประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตร์อีก 1 ครั้ง ชงยุบพรรคการเมืองสำคัญ ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทย จากการที่กรรมการบริหารพรรค “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ทุจริตเลือกตั้ง 

อย่างไรก็ตาม กกต.ชุดอภิชาตถูกครหาว่า 2 มาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง และถูกแปะป้ายว่า “สนับสนุนฝ่ายอำมาตย์”  

“อภิชาต” เคยเล่าว่า “ผมไม่เคยไปบ้านใคร ไม่เคยไปหาใคร นักการเมืองยิ่งอยู่ห่าง ไม่ว่าฝ่ายไหนทั้งนั้น ยืนยันว่าผมมีความเป็นตัวของผมเอง”

“ผมเจอสารพัด เผาโลงศพใต้ตึก (สำนักงาน กกต.) ก็เคย เรียนตรง ๆ ไม่คิดว่ามาอยู่จนครบ 7 ปี งานหนัก กินข้าวต้องกินบนโต๊ะประชุม ครั้งหนึ่งบ้านผมถูกระเบิดสังหารของประเทศจีน ใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกา เอาไปปามุมบ้านผม พอระเบิดขึ้นมาคิดว่าเป็นประทัดยักษ์ ที่ตำรวจบอกว่าประทัดยักษ์ เป็นประสบการณ์ยากจะลืมเลือน”

กกต.ชุดที่ 4 มี “ศุภชัย สมเจริญ” เป็นประธาน อยู่ในวาระ 4 ปี เข้ามารับหน้าที่ในจังหวะการเมืองที่ร้อนแรง เพราะ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หัวหน้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ประกาศยุบสภา จากปม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่  

แต่หลังรับตำแหน่งไม่ถึงเดือน กกต.ชุดศุภชัยก็ตั้งโต๊ะแถลงให้รัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งออกไป โดยหยิบยกบรรยากาศทางการเมืองอธิบายว่าไม่พร้อมกับการเลือกตั้ง แม้การเลือกตั้ง2 กุมภาพันธ์ 2557 เกิดขึ้น แต่ก็ถูกนำไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จนศาลวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะไม่สามารถจัดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรได้

กกต.ชุดที่ 4 มีผลงานโบแดงคือจัดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 สิงหาคม 2559 แต่ผลจากรัฐธรรมนูญใหม่ทำให้ กกต.ชุดนี้ถูก “เซตซีโร่” เพราะปรับบทบาทจาก 5 คนเป็น 7 คน 

กกต.ชุดที่ 5 มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ถือว่าเป็น กกต.ที่มีองค์ประกอบใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนจาก 5 คน มาเป็น 7 คน อำนาจหน้าที่จากเดิมที่ กกต. 5 คนทำหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละด้าน ทั้งด้านพรรคการเมือง ด้านการสืบสวนสอบสวน ด้านการเลือกตั้ง ด้านบริหาร ด้านกิจการการมีส่วนร่วม แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 กกต. 7 คนทำหน้าที่เป็น “บอร์ด” ในการพิจารณาตัดสิน

กกต. ชุดที่ 5 ได้จัดการเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้ง คือ การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร 2557 โดยพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทว่าการเลือกตั้งครั้งนั้น กกต.มีข้อครหา ทั้ง กรณีบัตรเขย่ง ข้อครหาการคำนวณ สส.ที่ถูกมองว่าเอื้อให้พรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกฯ สมัยที่ 2  และจัดการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะชนะเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนผลงานอื่นคือ การสั่งยุบพรรค พรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล นอกจากนี้ ยังดำเนินการเลือก สว.ทั้งระดับอำเภอ และระดับประเทศ จนนำมาสู่ปมร้อนฮั้ว สว.ในเวลานี้ 

จากชุดที่ 5 เปลี่ยนผ่านสู่ชุดที่ 6 ที่มี ณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน และองค์ประกอบของ กกต. ก็เปลี่ยนถ่าย โดย 4 ใน 7 กกต.ได้รับการรับรองจาก สว.ชุดปัจจุบัน ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง 1 ครั้ง เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลับมาเป็นนายกฯ รอบสอง แต่มีเดิมพันครั้งสำคัญคือ คดีฮั้ว สว.ที่ค้ำคออยู่ว่า กกต.จะส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งในจำนวนนั้นมีกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และ สส.พรรคภูมิใจไทยรวมอยู่ด้วย 

คดีฮั้ว สว.จึงเป็นจุดชี้ขาดอนาคต กกต.อีกยุคหนึ่ง ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 28 ปี