
เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายและรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.อยู่ระหว่างศึกษาแผนฟื้นฟูและทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพิจารณาแนวทางเหมาะสมการดำเนินงาน ทั้งการควบรวมกิจการ การลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ ขณะนี้มีรัฐวิสาหกิจประมาณ 8-9 แห่งอยู่ในกระบวนการพิจารณา คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เริ่มพิจารณาแนวทางดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2567 และเมื่อเดือนที่ผ่านมามีมติย้ำแนวทางการดำเนินการสำหรับรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ล่าสุดสคร.ทยอยนำเสนอความคืบหน้าของรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งเข้าสู่การพิจารณาของคนร.แล้ว อย่างไรก็ตาม แนวทางการควบรวมรัฐวิสาหกิจหรือการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ การดำเนินการจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเจ้าสังกัดด้วย ดังนั้นคนร.จึงมอบหมายให้ สคร.หารือร่วมกับกระทรวงเจ้าสังกัด เพื่อให้แนวทางการดำเนินการชัดเจน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้เป็นรูปธรรมมากขึ้นสคร.จะทยอยพิจารณาต่อเนื่อง เตรียมนำเสนอความคืบหน้าในการประชุมคนร.เพิ่มเติมช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
“ประมาณ 8 รัฐวิสาหกิจอยู่ระหว่างการศึกษาควบรวมหรือลดสัดส่วน โดยให้กระทรวงต้นสังกัดช่วยพิจารณาว่ารัฐวิสาหกิจนั่นควรจะปรับตัวอะไรบ้าง ก่อนหน้าเคยนำเข้าคนร.แล้วบ้าง เมื่อเดือนที่แล้วมีประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางดังกล่าวของ 3-4 รัฐวิสาหกิจ การประชุมคนร.ครั้งต่อไป จะมีปลายเดือนกันยายน” นายธิบดีกล่าว
นายธิบดี กล่าวว่า สคร. ยอมรับว่าการใช้แนวทางลดสัดส่วนการถือหุ้นรัฐให้ต่ำกว่า 50% ขณะนี้อยู่ที่ 38.9 % ใช้กับการบินไทยนั้นได้ผลดี ทำให้การบริหารและการจัดการมีความคล่องตัวอย่างขึ้นมาก ส่งผลให้การบินไทยมีผลประกอบการดีขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Cap) ของการบินไทยสามารถฟื้นตัวกลับมามากกว่าระดับ 1.2 แสนล้านบาทแล้ว และในสัดส่วนรัฐมีมูลค่าถือครองมากกว่าระดับ 5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้กับรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อาทิ กรณี แผนฟื้นฟูขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปัจจุบันมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเช่ารถโดยสารไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คันได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะได้รับรถล็อตแรกประมาณเดือนมีนาคมปี 2570 การปรับเปลี่ยนมาเช่ารถ EV วงเงินประมาณคันละ 10 ล้านบาทต่อสัญญา 7 ปีนี้ จะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนหลักขสมก. ได้โดยตรง เนื่องจากจะทำให้ค่าเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงเคยกินสัดส่วนถึง 45% ของต้นทุนทั้งหมดลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามขสมก.ยังจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อทำกำไรให้มากขึ้น ต้องหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อปรับปรุงเส้นทางเดินรถ (Reroute) ไม่ให้วิ่งทับซ้อนกับแนวรถไฟฟ้า เน้นทำหน้าที่เป็นระบบฟีดเดอร์ (Feeder) เชื่อมต่อผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรางแทน รวมทั้งต้องแยกบัญชีให้ชัดเจนระหว่างการเดินรถเชิงสังคมไม่หวังผลกำไร และการเดินรถเชิงพาณิชย์ต้องเน้นความเป็นมืออาชีพและบริหารต้นทุนให้แข่งขันกับเอกชนได้
นายธิบดี กล่าวว่า ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)หน่วยงานมีผลขาดทุนสะสมค่อนข้างสูงนั้น คนร.ได้ให้แนวทางเร่งด่วนว่า นอกจากการนำที่ดินมีอยู่จำนวนมากมาใช้ประโยชน์และพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้แล้ว รฟท.ควรเดินหน้าเปิดเสรีการเดินรถ (Open Access) เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเช่าใช้รางเพื่อเดินรถ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานโครงข่ายรางให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนต้องหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด แผนฟื้นฟู 7 ข้อที่รฟท.นำเสนอเข้ามา คณะกรรมการพิจารณาส่งกลับไปให้ทบทวนใหม่ เนื่องจากยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการขาดตัวเลขเป้าหมายทางการเงิน ทั้งในส่วนของรายได้จะเพิ่มขึ้นและงบประมาณต้องใช้ ขณะที่บมจ. อสมท ถือเป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจมีโจทย์การฟื้นฟูท้าทายมากในปัจจุบัน เนื่องจากอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์แข่งขันรุนแรง และไม่ใช่ทุกช่องจะสามารถทำกำไรได้ ภาพรวมสถานะของรัฐวิสาหกิจปัจจุบันจากจำนวนรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 52 แห่ง ปัจจุบันมีประมาณ 37 แห่งสามารถทำผลกำไรได้ ภาพรวมการจัดเก็บและการนำส่งรายได้แผ่นดินในปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีเยี่ยม สามารถนำส่งรายได้ทะลุเป้าหมาย 180,000 ล้านบาท ไปแตะระดับกว่า 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นการจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายถึง 11%





