
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ได้โพสต์เรื่อง [ สิทธิที่จะ “ไม่เห็นด้วย” : ความร่วมมือ” ระหว่างคณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร กับกองทัพภาคที่ 3] แสดงความคิดเห็นกรณีที่ ดร.คัตสึยูกิ ทาคาฮาชิ อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ถูกผู้บริหารเรียกให้ไปชี้แจง หลังไม่เห็นด้วยที่ต้นสังกัด ร่วมมือกับ กองทัพภาคที่ 3 จัดทำหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับภารกิจและความต้องการของกำลังพล โดยระบุว่า
จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ “ความร่วมมือ” ระหว่างคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กับกองทัพภาคที่ 3 นั่นก็สุดแล้วแต่เหตุผลและมุมมองของแต่ละคน
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า ไม่ควรเกิดขึ้น คือ เมื่อ อ.คัตสึยูกิ ทาคาฮาชิ ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นสิทธิที่นักวิชาการคนหนึ่งสามารถแสดงออกได้ ผู้บริหารของคณะก็ไม่ควรตอบโต้ความคิดเห็นนั้นด้วยการเรียกให้ไปชี้แจง เพียงเพราะเขามีจุดยืนที่แตกต่างจากผู้บริหาร
หรือหากใช้ถ้อยคำตามโพสต์ของ อ.พอล แชมเบอส์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเคยถูกกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินคดี และต่อมาถูกมหาวิทยาลัยเลิกจ้าง เขามองสิ่งที่เกิดขึ้นกับ อ.คัตสึยูกิ ว่าเป็น “การข่มขู่” จากผู้บริหารคณะ
สำหรับผม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับกองทัพ แต่คือ นักวิชาการต้องมีสิทธิที่จะ “ไม่เห็นด้วย” กับนโยบายของมหาวิทยาลัย โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าการแสดงความเห็นนั้นจะนำไปสู่การถูกเรียกชี้แจงหรือถูกกดดันในภายหลัง
อ.คัตสึยูกิ เพียงแสดงจุดยืนว่าไม่ต้องการเห็นมหาวิทยาลัยขยายความสัมพันธ์กับกองทัพ ในขณะที่ฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มโอกาส เช่น โอกาสทางการศึกษา ให้แก่ฝ่ายทหาร
รวมถึงคำถามที่น่าสนใจซึ่งผมเดาว่า อ.คัตสึยูกิ น่าจะตั้งเป็นคำถามเดียวกับที่ อ.พอล แชมเบอส์ ตั้งไว้ว่า “Since when has the Thai military lacked opportunities at all (compared to civilians)?” หรือ “ตั้งแต่เมื่อไรกันที่กองทัพไทย ‘ขาดโอกาส’ เมื่อเทียบกับประชาชนพลเรือน?”
ยังมีประชาชนในท้องถิ่น คนชายขอบ และผู้ที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาอีกจำนวนมาก ที่มหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญ
ผมมีโอกาสพบ อ.คัตสึยูกิ หลายครั้งตามเวทีเสวนาวิชาการและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และพิษณุโลก ชายญี่ปุ่นร่างเล็ก ยิ้มแย้ม พูดภาษาไทยแม้สำเนียงอาจไม่ชัดนัก แต่เราก็พูดคุยและสื่อสารกันรู้เรื่อง ครั้งล่าสุดที่จำได้ น่าจะเป็นงานเสวนาเปิดตัวหนังสือของสำนักพิมพ์มติชน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อประมาณ 3–4 เดือนก่อน
วันนี้จึงอยากส่งกำลังใจให้ อ.คัตสึยูกิ และขอยืนเคียงข้างในการปกป้อง “สิทธิที่จะไม่เห็นด้วย”
เพราะมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่ความเห็นต่างสามารถดำรงอยู่ได้
เสรีภาพทางวิชาการจะไม่มีความหมายเลย หากนักวิชาการมีเสรีภาพเฉพาะเวลาที่ความคิดเห็นของเขาตรงกับผู้บริหาร
เป็นกำลังใจให้ครับ
อ่านข่าวในคอมเมนต์




