
อิหร่านระบุเมื่อวันที่ 9 กันยายนว่า ได้โจมตีเรือ 10 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐจมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ นับเป็นการโจมตีต่อการเดินเรือครั้งใหญ่ที่สุดจากทั้งสองฝ่ายนับตั้งแต่สงครามที่ดำเนินมานาน 6 เดือนเริ่มต้นขึ้น ขณะที่มีรายงานว่า ลูกเรือบนเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 1รายเสียชีวิต และอีก 1 คนสูญหาย
การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงในตลาดโลก หลังจากที่หนึ่งวันก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 3% ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ล่าสุดน้ำมันเบรนท์พุ่งไปอยู่ที่ 101.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสของสหรัฐอยู่ที่ 96.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลกระทบที่รุนแรงยิ่งกว่าการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ คือการพุ่งขึ้นของต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผ่านกระบวนการกลั่นจากน้ำมันดิบ โดยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่เมื่อวันพุธ โดยทะลุ 5.94 ดอลลาร์ต่อแกลลอนแล้ว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า อิหร่านกำลังพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าพรรครีพับลิกันของเขา จะยังคงครองเสียงข้างมากในรัฐสภาหรือไม่
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปที่เมืองดัลลัส เพื่อเข้าร่วมการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอิหร่านจะยังไม่ปรับตัวลดลงในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ราคาน้ำมันจะลดลงทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมผ่านไป และอิหร่านจะยอมยุติการสู้รบในที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันด้วย เนื่องจากอิหร่านไม่สามารถรับมือกับผลกระทบจากสงครามได้อีกแล้ว พวกเขากำลังพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะทำให้มันส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง
ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ทรัมป์เคยกล่าวว่าสงครามจะดำเนินอยู่เพียงเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทว่า ความขัดแย้งได้เข้าสู่เดือนที่ 7 ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของปริมาณน้ำมันปิโตรเลียมทั่วโลก
กรณีดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลรีพับลิกันเผชิญกับแรงกดดันในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้น โดยสมาชิกบางส่วนได้ออกมาแสดงความกังวลว่า ปัญหาสงครามมีแนวโน้มที่จะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย
อิหร่านยังบอกด้วยว่า ได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีโจมตีฐานทัพทหารสหรัฐในจอร์แดน ขณะที่จอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 18 ลูก ส่วนอีก 2 ลูกตกลงในพื้นที่ไม่มีผู้คนอาศัยและไม่ก่อให้เกิดอันตราย เจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันว่า ทหารอเมริกันทุกนายปลอดภัย
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เตือนว่าจะยกระดับการตอบโต้ให้รุนแรงขึ้น หากมีการโจมตีอิหร่านเพิ่ม และยังบอกด้วยว่า อิหร่านจะเผยแพร่แผนที่พื้นที่ต้องห้ามทางทะเลแห่งใหม่ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งขยายไปไกลถึงเมืองชาบาฮาร์ บนชายฝั่งของอิหร่านใกล้กับปากีสถาน
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ที่ปรึกษาระดับสูงของทำเนียบขาวหลายคน รวมถึงรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ได้เตือนทรัมป์เป็นการภายในว่า ความขัดแย้งอาจยืดเยื้อไปตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2029
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การสู้รบระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มฮูตีในเยเมนก็ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน ซึ่งถือเป็นสมรภูมิอีกแห่งหนึ่งของสงครามที่กำลังคุกคามแหล่งพลังงานของโลกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
กองทัพสหรัฐระบุว่า ได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำในช่วงข้ามคืน พร้อมเผยแพร่ภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นเรือเหล่านั้นถูกไฟไหม้ก่อนจมลงใต้ทะเล กองบัญชาการกลางของสหรัฐ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ที่ IRGC โจมตีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐด้วยขีปนาวุธนำวิถีถึง 2 ครั้ง พร้อมยืนยันว่าไม่มีชาวอเมริกันได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศนโยบายใหม่ในการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน เพื่อเป็นการตอบโต้การยิงโจมตีที่เป็นภัยคุกคามต่อเรือรบของสหรัฐ และระบุว่า จนถึงขณะนี้ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านไปแล้ว 10 ลำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเยือนโคลอมเบียว่า อิหร่านยังคงพยายามโจมตีเรือรบของสหรัฐ และทุกครั้งที่พวกเขาทำเช่นนั้นหรือพยายามทำเช่นนั้น พวกเขาจะต้องสูญเสียเรือบรรทุกน้ำมัน
ด้านอิหร่านระบุว่า ได้ยิงโจมตีเรือสหรัฐ 2 ลำ และเรือบรรทุกน้ำมันอีก 8 ลำ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐ
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐเคยแสดงความมั่นใจว่า พวกเขาประสบความสำเร็จมากขึ้นในการนำทางเรือบรรทุกน้ำมันให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนสงครามจะเริ่มขึ้นเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันที่โลกใช้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะค่อยๆ เปิดเส้นทางเดินเรือกลับมาให้เป็นปกติดูเหมือนจะประสบความล้มเหลว หลังการสู้รบกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในเดือนนี้
เคลาดิโอ กาลิมเบอร์ตี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทที่ปรึกษาริสตัด เอ็นเนอร์จี กล่าวว่า ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับสูงสุดประมาณ 8–9 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงสัปดาห์ก่อนที่การสู้รบจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม




