จากคนที่ทำงานอยู่ใน ‘กระทรวงการคลัง’ มานานกว่า 25 ปี วันนี้ต้องเปลี่ยนมาจับธุรกิจ ‘สาหร่าย’ และ ‘สแน็ค’ ซึ่งอาจฟังดูเป็นคนละโลกกันพอสมควร

นั่นคือ ‘ดร.กุลยา ตันติเตมิท’ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ที่ตัดสินใจออกจากราชการและเข้ามานั่งประธานกรรมการ ‘ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง’ (TSS) เพื่อดูภาพรวมและทิศทางธุรกิจอาหารของกลุ่ม ‘TS Food’
โจทย์ของเธอไม่ใช่แค่ทำให้คนรู้จัก Koriko แบรนด์สาหร่ายของกลุ่มมากขึ้น แต่คือการพาธุรกิจจากรายได้ราว 500 ล้านบาทไปสู่ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 พร้อมหาธุรกิจใหม่เข้ามาช่วยโต ไม่ว่าจะเป็นอาหาร Ready-to-Eat หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
‘TS Food’ เป็นบริษัทในกลุ่ม TSTE ที่ตั้งขึ้นในปี 2567 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อดูแลการลงทุนในธุรกิจอาหาร โดยปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 5 บริษัท และโรงงานรวม 8 แห่ง จุดเริ่มต้นสำคัญคือการเข้าซื้อ ‘Nature Best Food’ (NBF) ผู้ผลิตและนำเข้าสาหร่ายที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 30 ปี และเป็นเจ้าของแบรนด์ ‘Koriko’
จากคนทำงานภาครัฐ ต้องมาลุยธุรกิจขนมขบเคี้ยวครั้งแรก
‘กุลยา’ เล่าว่า หลังทำงานในกระทรวงการคลังมานาน 25 ปี เธอมองว่าตัวเองทำงานในภาครัฐมาเต็มที่แล้ว จึงตัดสินใจออกจากราชการ และลองเปลี่ยนบทบาทมาทำงานในภาคเอกชน
สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ การเข้ามาในช่วงที่ Koriko กำลังสร้างแบรนด์ เพราะมีแค่เงินทุนหรือโรงงานอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเข้าใจทั้งตลาด คู่แข่ง สินค้า การตลาด และช่องทางขายด้วย
เธอมองว่า สิ่งที่นำมาใช้กับธุรกิจได้คือ ประสบการณ์ทำงานจากภาครัฐ ทั้งการอ่านภาพเศรษฐกิจ การใช้ข้อมูล และการบริหารองค์กร โดยบริษัทต้องรู้ทั้งภาพใหญ่ เช่น เศรษฐกิจไทยกำลังไปทางไหน และภาพเล็กอย่างลูกค้ากำลังคิดอะไร ซื้อเพราะอะไร หรือมีปฏิกิริยาต่อราคาและโปรโมชันอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทปรับทั้งสินค้าและวิธีทำตลาดได้เร็วขึ้น
โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังโตไม่แรง บริษัทขนาดกลางอย่าง ‘TS Food’ ไม่สามารถนั่งรอให้เศรษฐกิจฟื้นแล้วค่อยโตได้ แต่ต้องดูต้นทุน ตลาด คู่แข่ง และหาสิ่งที่แตกต่างออกมาให้ได้ รวมถึงต้องมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ช่วยให้สินค้าไปถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
ไม่อยากให้ Koriko เป็นแค่แบรนด์สาหร่าย
สำหรับ ‘Koriko’ ตอนนี้ TSS ดูทั้งการตลาด การขาย และโปรโมชัน ไปจนถึงการขยายช่องทางจัดจำหน่าย จากเดิมที่เห็นสินค้าใน 7-Eleven เป็นหลัก ปัจจุบันขยายไปยัง Lawson, Gourmet, Jiffy, Max Mart, SF Cinema, พันธุ์ไทย รวมถึงช่องทางออนไลน์
สินค้าหลักที่บริษัทใช้เป็นตัวชูโรงคือ ‘สาหร่ายแซนวิช’ ซึ่งเป็นสาหร่ายประกบกับข้าวพองตรงกลาง โดยใช้สาหร่ายย่างแทนการทอด และระบุว่าหนึ่งถุงมีประมาณ 130 แคลอรี
‘กาญจนา ตั้งปกรณ์’ กรรมการผู้จัดการ TSS มองว่า จุดนี้เป็นความแตกต่างของ Koriko เพราะ NBF มีประสบการณ์ด้านสาหร่ายมากกว่า 30 ปี และเดิมทำธุรกิจเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ส่งให้กับลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน Koriko มีหลายรสชาติ ตั้งแต่รสเกาหลี ไข่เค็ม วาซาบิ หม่าล่า มะเขือเทศ ไปจนถึงศรีราชา โดยบริษัทไม่ได้ต้องการจับเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น แต่ต้องการให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้หลายช่วงวัย
‘กาญจนา’ มองว่าตลาดสแน็คไทยมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท ส่วนกลุ่มสแน็คที่เกี่ยวข้องกับสาหร่าย ธัญพืช และโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 6,400 ล้านบาท หรือราว 13% ของตลาด แม้จะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่บริษัทยังมองว่ามีโอกาสเติบโตได้อีก
โจทย์คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเลือกหยิบ Koriko มากขึ้น เพราะสแน็คไม่ใช่ของจำเป็นในชีวิตประจำวัน บริษัทมองว่าเมื่อเศรษฐกิจชะลอ คนอาจไม่ได้หยุดกิน แต่จะคิดมากขึ้นว่าสินค้าที่ซื้อคุ้มค่าหรือไม่ และมีคุณภาพแค่ไหน
ตอนนี้บริษัทระบุว่า Koriko เป็นเบอร์ 1 ในตลาดสาหร่ายแซนวิช แต่ถ้ามองตลาดสาหร่ายทั้งหมด Koriko ยังอยู่ที่เบอร์ 3 และบริษัทก็ยังมีแผนออกสินค้าใหม่เพิ่มเติม ทั้งสาหร่ายทอดและสาหร่ายอบ
นอกจากนี้ TS Food ยังเตรียมพัฒนาสินค้ากลุ่มใหม่ โดยหนึ่งในนั้นคืออาหาร Ready-to-Eat ซึ่งบริษัทลงทุนในโรงงานผลิตไว้แล้ว
ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปีโดยไม่ใส่สารกันบูด ใช้กระบวนการความร้อนในการฆ่าเชื้อ และเปิดซองกินได้เลยโดยไม่ต้องอุ่น
‘กุลยา’ มองว่า การเติบโตต่อจากนี้ไม่ควรพึ่ง Koriko หรือสินค้าเดิมอย่างเดียว แต่ต้องมีสินค้าและธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม ทั้งการต่อยอดจากสแน็คไปสู่อาหารพร้อมทาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตามเทรนด์ผู้บริโภค ขณะเดียวกัน บริษัทก็ต้องวางระบบให้รองรับการขยายตัว ตัดสินใจได้เร็ว และควบคุมความเสี่ยงได้ โดยมีฐานการเงิน ซัพพลายเชน และคุณภาพของแบรนด์เป็นเรื่องที่ต้องรักษาไว้
เป้าหมายของ TS Food ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้ Koriko ขายได้มากขึ้น แต่คือการเพิ่มรายได้จากประมาณ 500 ล้านบาทไปแตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 โดยจะโตทั้งจากธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ที่กำลังพัฒนา
สำหรับ ‘กุลยา’ การเปลี่ยนจากภาครัฐมาอยู่เอกชนจึงเป็นทั้ง ‘ความสนุก’ และ ‘ความท้าทาย’ หลังจากทำงานภาครัฐมานาน 25 ปี โดยตอนนี้ยังไม่มีแผนกลับไปรับราชการ และขออยู่ในโลกเอกชนก่อน
ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ TS Food
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




