iPhone 18 แพงขึ้น แต่ยังขายดี นักวิเคราะห์มอง เพราะยังไงสาวกก็ซื้อ แถม Apple ต่อรองราคาชิปเก่งกว่าคู่แข่ง

เห็นราคา iPhone 18 แล้ว เลือกไม่ได้เลยว่าจะขายไต หรือของานพี่แววเพิ่มดี?

หลังการเปิดตัว iPhone 18 รุ่นใหม่ สิ่งที่ตามมาด้วยคือราคาเปิดตัวที่สูงขึ้น แถม Apple ยังปรับราคา iPhone รุ่นเก่าที่วางขายต่ออีกหลายรุ่น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับราคาครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา เพราะรอบนี้บริษัทไม่ได้ปรับเฉพาะสินค้ารุ่นใหม่ แต่กำลังทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าหลายกลุ่ม

ทว่าเบื้องหลังการขึ้นราคาครั้งนี้ กำลังสะท้อนผลกระทบจากการแข่งขันด้าน AI ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จนสุดท้ายต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกำลังถูกส่งต่อมายัง ‘ผู้บริโภค’

คำถามที่ตามมาคือ ‘ผู้บริโภค’ คือกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนจริงหรือไม่? Brand Inside เล่าให้ฟังในบทความนี้

Apple แบกคนเดียวไม่ไหว เพราะต้นทุนชิปแพงเกิน

ในแถลงการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน Apple ระบุว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังเจอกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำ (DRAM) และชิปจัดเก็บข้อมูล (NAND) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนบริษัทไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนปรับขึ้นรุนแรง และรวดเร็วเช่นนี้มาก่อน

ตลอดช่วงที่ผ่านมา Apple พยายามแบกรับต้นทุนเหล่านี้ไว้เอง แต่ตอนนี้บริษัทมองว่ามาถึงจุดที่ “ไม่สามารถตรึงราคาไว้ได้อีก” พร้อมยอมรับว่านี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับลูกค้า และยังคงหาทางลดผลกระทบที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ ‘Tim Cook’ อดีตซีอีโอ Apple ก็เคยส่งสัญญาณไว้แล้วว่า การขึ้นราคาเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะซัพพลายชิปมีจำกัด ในขณะที่ความต้องการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาชิปสูงขึ้นและกดดันต้นทุนของผู้ผลิตอุปกรณ์

แถม ‘Cook’ เคยอธิบายว่า iPhone ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหน่วยความจำน้อยกว่า Mac เพราะในช่วงที่ผ่านมา ข้อจำกัดของ iPhone อยู่ที่ชิปประมวลผลหลักมากกว่า จึงเป็นเหตุผลที่ Apple ยังไม่ปรับราคา iPhone ในช่วงแรก

แต่สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า แรงกดดันด้านต้นทุนไม่ได้หยุดอยู่ที่ Mac และ iPad อีกต่อไป เพราะหลังจากเปิดตัว iPhone 18 ราคาก็ปรับสูงขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลจาก ‘TechInsights’ ระบุว่า ราคาชิป DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปยังเซิร์ฟเวอร์ AI ซึ่งต้องใช้หน่วยความจำมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายเท่า ส่งผลให้ชิปสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มขาดแคลน

ด้าน ‘The Wall Street Journal’ บอกว่า การพุ่งขึ้นของราคาเกิดจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่เร่งลงทุนด้าน AI

ขณะที่ ‘TechInsights’ คาดว่า ราคาชิปทั้ง DRAM และ NAND จะยังเพิ่มขึ้นต่อไปในปีหน้า และชิปทั้งสองประเภทไม่ได้อยู่แค่ในเซิร์ฟเวอร์ AI แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เกมคอนโซล รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกจำนวนมาก

นั่นหมายความว่า แรงกดดันด้านต้นทุนครั้งนี้ มีโอกาสส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าตลาดเซิร์ฟเวอร์

ใครจะแบกไม่ไหวไม่รู้ แต่ผู้ผลิตชิปหุบยิ้มไม่อยู่

สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเฉพาะบิ๊กเทคอย่าง Apple เท่านั้น ผู้ผลิตหลายรายอย่าง Microsoft, Samsung, Lenovo, HP, และ Dell ทยอยขึ้นราคาสินค้าเช่นกัน เพราะบริษัทพวกนี้ล้วนต้องใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องรับภาระต้นทุน ผู้ผลิตชิปกลับอยู่ในช่วงขาขึ้นของธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ ‘Micron Technology’ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก และยังเป็นซัพพลายเออร์หลักของ Apple ด้วย

Micron เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด รายได้เพิ่มขึ้น 346% และทำอัตรากำไรขั้นต้นเกือบ 85% ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งเกือบ 16% หลังประกาศงบ พร้อมประเมินว่า ภาวะชิปตึงตัวอาจลากยาวเกินปี 2570 สะท้อนว่าความต้องการชิปสำหรับ AI ยังไม่มีทีท่าจะชะลอลง

ด้าน ‘Cook’ เคยยอมรับตั้งแต่เดือนเมษายนว่า ปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะคลี่คลายในเร็ววัน และข้อจำกัดด้านซัพพลายอาจลากยาวไปอีกหลายเดือน

ที่น่าสนใจคือ Micron ยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งของปัญหา โดยระบุว่าในช่วงตลาดชิปตกต่ำเมื่อปี 2566 ลูกค้ารายใหญ่บางรายกดราคาซื้อชิปจนผู้ผลิตไม่สามารถลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตได้ ส่งผลให้เมื่อความต้องการ AI ระเบิดขึ้นในเวลาต่อมา อุตสาหกรรมกลับไม่มีซัพพลายเพียงพอ

Micron ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้กับ ‘The Wall Street Journal’ แม้บริษัทจะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเป็นใคร แต่หลายฝ่ายมองว่าหนึ่งในลูกค้าดังกล่าวคือ “Apple” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการต่อรองราคากับซัพพลายเออร์มาโดยตลอด

วิกฤติเดียวกัน แต่นักวิเคราะห์มอง Apple กำลังได้เปรียบ

แม้ราคาหุ้น Apple จะเคยตอบสนองเชิงลบต่อข่าวการขึ้นราคาในรอบก่อน แต่ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่เปลี่ยนภาพการเติบโตของ Apple ในระยะยาว แถมนักวิเคราะห์หลายสำนักยังเชื่อว่า วิกฤติครั้งนี้อาจยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัท เมื่อเทียบกับผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรม

‘Counterpoint Research’ คาดว่า Apple จะยังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทั้งสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทวอตช์ในปี 2569 โดยเฉพาะ Mac และ iPad ที่มีแนวโน้มทำสถิติส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่กำลังเผชิญยอดขายชะลอตัวจากต้นทุนชิปที่พุ่งสูงขึ้น

เหตุผลที่นักวิเคราะห์ยังมั่นใจ ไม่ใช่เพราะ Apple ไม่ได้รับผลกระทบ หรือมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ แต่ยังมาจากโมเดลธุรกิจที่ช่วยลดแรงกระแทกจากวิกฤติครั้งนี้ บริษัทมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์สูง สามารถทำสัญญาจัดซื้อชิประยะยาวในราคาที่ดีกว่าคู่แข่ง อีกทั้งยังมีอัตรากำไรที่แข็งแรงพอจะรับภาระต้นทุนบางส่วนได้

ขณะที่ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียมก็มีความอ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า ส่งผลให้ Apple ยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ แม้จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าบางกลุ่ม

นอกจากนี้ Counterpoint ชี้ว่า Apple กำลังได้ประโยชน์จากการขยายฐานผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับเริ่มต้นอย่าง iPhone รุ่น e, Apple Watch SE, และ MacBook Neo ซึ่งช่วยดึงผู้ใช้หน้าใหม่เข้าสู่อีโคซิสเต็มของ Apple ได้มากขึ้น

เมื่อรวมกับการทยอยรีเฟรชผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มตลอดปี 2569 ก็ยิ่งช่วยให้บริษัทรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ แม้อุตสาหกรรมโดยรวมจะชะลอตัว

อีกด้านหนึ่ง การที่ Apple ยังสามารถควบคุมจังหวะการขึ้นราคาในแต่ละตลาดได้ ก็เป็นข้อได้เปรียบที่น่าสนใจ เพราะบริษัทไม่ได้ปรับราคาสินค้าทุกประเทศในสัดส่วนเดียวกัน

เช่น ‘iPhone 18 Pro’ สำหรับตลาดประเทศนอกสหรัฐฯ หลายแห่งมีส่วนต่างเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น จีน จากเดิมที่ ‘iPhone 17 Pro’ แพงกว่าสหรัฐฯ ประมาณ 15% เพิ่มเป็น 24% ในปีนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่มจาก 11% เป็น 20% และยุโรปจาก 39% เป็น 40% ส่วนประเทศไทยกลับมีส่วนต่างลดลงเล็กน้อย จากประมาณ 24% เหลือ 23%

iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max
iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max

แน่นอนว่าราคาสินค้าในแต่ละประเทศมีหลายปัจจัย ทั้งภาษี ยอดขาย ต้นทุน และความผันผวนของค่าเงิน แต่ภาพรวมที่เห็นคือ Apple มีแนวโน้มส่งผ่านการขึ้นราคาไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ ได้มากกว่าในบางประเทศ

ราคาที่ปรับขึ้นทั้งรุ่นใหม่และเก่า

สิ่งที่ทำให้การขึ้นราคาครั้งนี้น่าสนใจกว่ารอบปกติ คือ Apple ไม่ได้ขึ้นราคาเฉพาะสินค้าใหม่ แต่ยังทยอยปรับราคาสินค้ารุ่นเดิมที่ยังวางขายอยู่ด้วย

หลังการเปิดตัว iPhone 18 Apple หยุดจำหน่าย iPhone 17 Pro และ Pro Max ทันที แต่สิ่งที่ต่างจากรอบอื่นๆ คือ iPhone รุ่นเก่าตัวอื่นที่ยังวางขายต่อ กลับถูกปรับราคาขึ้นเช่นกัน อย่างราคาของ ‘iPhone 17’ ความจุ 256GB เพิ่มขึ้นจาก 29,900 บาท เป็น 34,900 บาท

ราคาที่ปรับขึ้นมีผลทันทีบน Apple Store ส่วนช่องทางดีลเลอร์อาจแตกต่างกันไปตามสินค้าที่มีในสต็อก

การขึ้นราคาของรุ่นเก่าน่าสนใจตรงที่สินค้าเหล่านี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่ ดังนั้นการปรับราคาจึงไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเพิ่มสเปกเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกำลังถูกส่งผ่านไปยังสินค้าที่อยู่ในตลาดแล้วด้วย

ในฝั่ง iPhone รุ่นใหม่ ราคา iPhone 18 Pro และ Pro Max ได้ปรับเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับความจุที่เท่ากันของ iPhone 17 Pro และ Pro Max แต่การขึ้นราคากลับแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นตามความจุ

อย่าง iPhone 17 Pro 256GB ราคา 43,900 บาท ขณะที่ iPhone 18 Pro 256GB อยู่ที่ 48,900 บาท เพิ่มขึ้น 5,000 บาท หรือประมาณ 11.4%

ส่วน ‘iPhone 17 Pro Max’ ความจุ 256GB ราคาอยู่ที่ 48,900 บาท ขณะที่ ‘iPhone 18 Pro Max’ ความจุเท่ากัน ราคาอยู่ที่ 52,900 บาท เพิ่มขึ้น 4,000 บาท หรือประมาณ 8.2%

แต่ถ้าเป็นรุ่นที่ความจุสูงกว่า ส่วนต่างราคาจะยิ่งกว้างขึ้น โดยความจุ 1TB ราคาเพิ่มขึ้น 12,000-13,000 บาท ขณะที่ ‘iPhone 18 Pro Max’ ความจุ 2TB ซึ่งเป็นความจุใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ อยู่ที่ 100,900 บาท

แน่นอนว่า พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้นหมายถึงการใช้หน่วยความจำ NAND ที่มากขึ้น และในรอบนี้ Apple ก็มีการปรับราคาความจุสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับสถานการณ์ของชิป NAND ที่ราคายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ศึก AI ในวันนี้ กำลังทำสินค้าเทคแพงขึ้นทั้งตลาด

การขึ้นราคาของ Apple ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีครั้งใหญ่ เมื่อการแข่งขันด้าน AI กำลังแย่งชิงทรัพยากรสำคัญอย่างชิปหน่วยความจำ จนผู้ผลิตอุปกรณ์ทั่วโลกต้องทยอยส่งต่อต้นทุนมายังผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน วิกฤติเดียวกันนี้กลับยิ่งตอกย้ำความได้เปรียบของ Apple ในฐานะบริษัทที่มีทั้งขนาดธุรกิจ อำนาจต่อรอง ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และฐานลูกค้าที่พร้อมจ่าย แม้จะเป็นหนึ่งในรายแรกๆ ที่ต้องประกาศขึ้นราคาสินค้าหลายกลุ่ม

แต่ในระยะยาว นักวิเคราะห์จำนวนมากกลับเชื่อว่า Apple จะสามารถรักษาการเติบโต และอาจยิ่งทิ้งห่างคู่แข่งในยุคที่ AI กลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของทั้งอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

หากกลับมามองในมุมของผู้บริโภค สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ยุคของ AI ไม่ได้ทำให้แค่บริการ AI มีราคาแพงขึ้น แต่กำลังทำให้ต้นทุนของสินค้าเทคโนโลยีแทบทุกประเภทเปลี่ยนไป แม้แต่คนที่ไม่ได้ใช้งาน AI โดยตรง ก็เริ่มต้องจ่ายแพงขึ้นแล้ว เพราะการแข่งขันกำลังเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับชิป ไปจนถึงสินค้าที่อยู่ในมือผู้บริโภค

จากเดิมที่คนอาจคิดว่า AI คือเทคโนโลยีที่แค่อยู่บนหน้าจอ วันนี้ผลกระทบของมันกำลังย้อนกลับมาถึงฮาร์ดแวร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกมากมาย

คือต่อให้ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อใช้ AI โดยตรง ก็อาจกำลังจ่ายค่า AI ผ่านราคาของอุปกรณ์ที่แพงขึ้นอยู่ดี

ที่มา: Blognone [1][2][3][4][5], The Wall Street Journal, 9to5 Mac, Counterpoint Research, Mac Rumors [1][2], Bloomberg, CNBC, The Verge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา