
วิทยา เตือน กกต. เลือกฟันฮั้ว สว.บางส่วน ระวังย้อนเข้าตัว เสี่ยงถูกร้อง ม.157 หวั่นใช้สองมาตรฐาน ชี้ โยงเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า เนื่องจากมติที่ออกมาจะผูกพันกับกรรมการที่ร่วมลงมติ หากสำนวนและพยานหลักฐานครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในทางกฎหมายสำหรับ กกต. และผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาสำนวน คือการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงกับผู้ที่อยู่ในสำนวนทั้งหมด แต่เนื่องจากมีการสั่งฟ้องบางส่วน ย่อมทำให้เกิดคำถามตามมาว่า กกต. ใช้หลักเกณฑ์ใดในการจำแนกบุคคลที่ถูกดำเนินคดีออกจากบุคคลที่ไม่ถูกดำเนินคดี
“ทางรอดของ กกต. รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในคณะอนุฯ ทั้งสองชุดมีทางเดียวคือ ถ้าพยานหลักฐานไปถึงทั้งหมดก็ควรส่งทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการ ถ้าสั่งเพียงบางส่วน เรื่องอาจไม่จบ เพราะมติที่ออกมาวันนี้จะผูกพันคนที่เข้าร่วมลงมติด้วย” นายวิทยากล่าว
นายวิทยา กล่าวอีกว่า กกต.อาจถูกผู้เสียหายร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ซึ่งหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนแล้วชี้มูลความผิด อาจนำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเมื่อศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น รวมถึงอาจมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาตรวจสอบผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
นายวิทยา กล่าวว่า หากท้ายที่สุดมีกรรมการ กกต. รายใดถูกดำเนินคดีจนเกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของ กกต. ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความสำคัญ เพราะ กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระบวนการทางการเมืองและการเลือกตั้งในภาพรวมด้วย
นายวิทยา ยังกล่าวถึงกรณีการโกงสอบท้องถิ่นที่แม้จะไม่ใช่อำนาจหน้าที่หลักของ กกต. แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกรณีการเลือก สว. จึงเห็นว่า กกต. ในฐานะองค์กรอิสระจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานในการพิจารณาคดีให้มีความชัดเจนและโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องการเลือกปฏิบัติหรือการใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันในแต่ละคดี
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงว่าจะดำเนินคดีกับใครหรือไม่ดำเนินคดีกับใคร แต่ กกต. ต้องตอบให้ได้ว่าพยานหลักฐานและมาตรฐานที่ใช้กับแต่ละคนคืออะไร เพราะหากเลือกดำเนินการเพียงบางส่วน ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็มีสิทธิไปร้องหรือดำเนินคดีต่อ และท้ายที่สุดคนที่ต้องตอบคำถามเรื่องการใช้ดุลพินิจก็คือ กกต.เอง” นายวิทยากล่าว





