ถ้าพูดถึง ‘ฟอร์ด’ ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นรถกระบะอย่าง ‘Ford Ranger’ หรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อย่าง ‘Ford Everest’
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา บทบาทของ ‘ฟอร์ด’ ในประเทศไทย ไม่ได้สะท้อนผ่านแค่จำนวนรถที่เพิ่มขึ้นบนท้องถนน แต่ยังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตั้งแต่การลงทุนและเป็นฐานการผลิต การจ้างงาน การส่งออกรถยนต์ ไปจนถึงเครือข่ายผู้จำหน่าย ผู้ผลิตชิ้นส่วน ศูนย์บริการ และคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถ
‘30 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย’ จึงไม่ได้มีแค่เรื่องของแบรนด์รถยนต์ที่อยู่ในตลาดมานาน แต่คือเรื่องของธุรกิจที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสังคมไทย

บทบาทการเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมไทยกับตลาดโลก
หนึ่งในภาพที่เห็นชัดที่สุดของบทบาท ‘ฟอร์ด’ ในไทยคือ การลงทุน
ตลอดกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ‘ฟอร์ด’ ลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 133,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มกราคม 2569)และมีฐานการผลิตหลัก 2 แห่ง คือ ‘Ford Thailand Manufacturing’ หรือ FTM และ ‘AutoAlliance Thailand’ หรือ AAT ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายการผลิตระดับโลกของฟอร์ด
รถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยไม่ได้มีไว้สำหรับตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก โดย ‘Ford Ranger’ ที่ผลิตในไทยส่งออกไปกว่า 130 ประเทศ ขณะที่ ‘Ford Everest’ ส่งออกไปกว่า 110 ประเทศ โดยทั้งสองโรงงานมียอดการผลิตรถยนต์ฟอร์ดสะสมรวมแล้วกว่า 3.3 ล้านคัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569) เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของฟอร์ด
ภาพนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทางของ ‘ฟอร์ด’ แต่เป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับตลาดในหลายประเทศ
นอกจากนี้ ‘ฟอร์ด’ ยังมีส่วนสนับสนุนการสร้างงานอีกนับหมื่นตำแหน่งผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการ ผู้ผลิตชิ้นส่วน พันธมิตรทางธุรกิจ และธุรกิจอื่นๆ ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์
ในปีที่ ‘ฟอร์ด ประเทศไทย’ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 บริษัทยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตต่อ ด้วยการเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของ ‘ซูซูกิ’ ในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงาน FTM เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการผลิต และรองรับความต้องการรถยนต์ที่หลากหลายมากขึ้น
‘ฟอร์ด’ กับการเปลี่ยนตลาดรถกระบะไทย
ตลอด 30 ปี ‘ฟอร์ด’ มีส่วนเปลี่ยนตลาดรถยนต์ไทยในหลายช่วงเวลา หนึ่งในตัวอย่างคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาด ‘รถกระบะตอนครึ่ง’ หรือ Open Cab ในไทย
จากนั้น Ford Ranger และ Ford Everest ก็กลายเป็นสองผลิตภัณฑ์หลักของ ‘ฟอร์ด’ ในไทย ครอบคลุมทั้งตลาดรถกระบะ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ หรือ PPV
ฟอร์ดยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าชาวไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่มีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน
แต่ตลาดที่ ‘ฟอร์ด’ อยู่ในวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อ 30 ปีก่อน ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายขึ้นทั้งประเภทรถ เทคโนโลยี และรูปแบบพลังงาน ขณะที่ตลาดรถกระบะเองก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตามภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ‘ฟอร์ด’ จึงต้องปรับทั้งผลิตภัณฑ์และวิธีทำตลาด ตั้งแต่การนำข้อมูลมาทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงการเพิ่มทางเลือกในกลุ่ม Ford Ranger และ Ford Everest เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณที่แตกต่างกันมากขึ้นผู้บริโภคใช้รถกระบะนานขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ การเปิดตัว ‘Ford Ranger Super Duty’ รุ่นกระบะ 4 ประตูในประเทศไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จากการมองเห็นช่องว่างในตลาดแล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบโจทย์ โดย Ranger Super Duty ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจหนักและกลุ่มลูกค้าที่มีรูปแบบการใช้งานเฉพาะด้าน

รถหนึ่งคันไม่ได้จบแค่วันรับรถ
การซื้อรถหนึ่งคันไม่ได้จบลงเมื่อขับรถออกจากโชว์รูม แต่ตามมาด้วยการดูแลตลอดระยะเวลาที่เป็นเจ้าของรถ ‘ฟอร์ด’ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ตั้งแต่การขาย บริการหลังการขาย การจัดการอะไหล่ ไปจนถึงบริการดิจิทัล
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ดส่งมอบรถยนต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยไปแล้วมากกว่า 800,000 คัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569) พร้อมลงทุนในบริการหลังการขายเพื่อยกระดับประสบการณ์การขายและบริการ ภายใต้แนวคิด ‘ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว’ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
หนึ่งในนั้นคือ ‘Ford Rewards Club’ โปรแกรมบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ที่ให้สมาชิกสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายที่ศูนย์บริการฟอร์ด และนำคะแนนไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทำให้การเข้าศูนย์บริการไม่ได้มีเพียงเรื่องของการซ่อมบำรุง แต่ยังเป็นอีกจุดเชื่อมต่อระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ตลอดช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถ
ด้านบริการหลังการขาย ผลสำรวจ ‘Service Customer Experience Index’ ประจำปี 2026 ของ ‘Differential’ ระบุว่า ‘ฟอร์ด’ มีคะแนนด้านประสบการณ์การบริการหลังการขายสูงถึง 894 คะแนนจาก 1,000 คะแนน ขณะที่อัตราการกลับเข้ารับบริการของลูกค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 83% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
เทคโนโลยีจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถด้วย ปัจจุบัน Ford app มีผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 คน สามารถเข้าถึงข้อมูลรถ รวมถึงบริการด้านการบำรุงรักษาและเช็กระยะ ขณะที่การใช้งานระบบนัดหมายเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 26%
คอมมูนิตี้ที่เกิดขึ้นรอบแบรนด์
ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ฟอร์ด’ กับลูกค้าไม่ได้จบที่โชว์รูม อีกสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การรวมตัวของผู้ใช้รถ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เกิดเครือข่ายคลับและคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถ ‘ฟอร์ด’ มากกว่า 50 กลุ่มทั่วประเทศไทย ครอบคลุมทั้งคนที่สนใจการเดินทาง การขับขี่ การผจญภัย ไปจนถึงกิจกรรมเพื่อสังคม
‘ฟอร์ด’ เองก็สนับสนุนกิจกรรมที่เชื่อมโยงคนเหล่านี้เข้าด้วยกัน ทั้ง King of Tough, Raptor Track Experience ทริปสำหรับลูกค้า กิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต และกิจกรรมเพื่อชุมชน
รถยนต์จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้ใช้รถเข้าด้วยกัน ทั้งการเดินทาง การขับขี่ การผจญภัย และกิจกรรมเพื่อสังคม
จากสนามแข่ง สู่ประสบการณ์บนถนนจริง
สำหรับ ‘ฟอร์ด’ สนามแข่งไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการแข่งขัน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่นำประสบการณ์ด้านสมรรถนะและการขับขี่มาต่อยอดสู่กิจกรรมสำหรับลูกค้า
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมานับจากการลงแข่งขันครั้งแรก ทีม ‘ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง’ คว้าถ้วยแชมป์มาแล้ว 31 รางวัล ทั้งการแข่งขันทางเรียบและออฟโรด และเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในประเทศไทยและระดับเอเชีย

ขณะเดียวกัน Raptor Track Experience ก็เป็นอีกกิจกรรมที่นำสมรรถนะของรถออกมาให้เจ้าของรถได้สัมผัสในสถานการณ์ที่แตกต่างจากการขับขี่ทั่วไป
มอเตอร์สปอร์ตจึงไม่ได้อยู่แค่ในสนามแข่ง แต่ยังเชื่อมต่อไปถึงสมรรถนะของรถ ประสบการณ์การใช้งาน และคอมมูนิตี้ของคนรักรถ
‘ฟอร์ด’ กับการทำงานร่วมกับชุมชน
อีกด้านของ 30 ปี ‘ฟอร์ด’ ที่ไม่ได้อยู่แค่ในเรื่องเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม คือการทำงานร่วมกับชุมชน
‘ฟอร์ด’ ทำงานผ่าน Ford Philanthropy ผ่านกิจกรรม Ford Global Caring Month และโครงการ Ford Building Together โดยผสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน พนักงานจิตอาสา พันธมิตรผู้จำหน่าย และองค์กรในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ การพัฒนาชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิต
ภายใต้การสนับสนุนดังกล่าว ‘ฟอร์ด’ ร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรถึง 22 องค์กรทั่วประเทศ โดยได้จัดสรรงบประมาณแล้วกว่า 285 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการเพื่อชุมชนกว่า 135 โครงการ และยังจัดตั้ง Ford Community Center หรือศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น สนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน

30 ปีของ ‘ฟอร์ด’ ที่ไม่ได้วัดแค่ยอดขาย
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ‘ฟอร์ด’ เริ่มต้นจากการเป็นอีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์ในประเทศไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทของบริษัทขยายออกไปหลายด้าน ตั้งแต่การลงทุน ฐานการผลิต การจ้างงาน การส่งออก ไปจนถึงเครือข่ายธุรกิจ ผู้ใช้รถ และชุมชน ขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคและทิศทางของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางประเทศไทยที่กำลังเปลี่ยนไป ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค อายุการใช้งานรถที่ยาวขึ้น การซื้อรถที่ย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ และการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้น 30 ปีของ ‘ฟอร์ด’ ในไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอยู่ในตลาดมานาน แต่คือการที่ธุรกิจหนึ่งต้องปรับตัวไปพร้อมกับประเทศ และในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงบทบาทของไทยที่ยังคงอยู่ในเรื่องราวของ ‘ฟอร์ด’ ต่อไปอีกด้วย
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




