‘กทม.’ รายงานว่า จากการสำรวจดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานคร พบว่าปัจจุบันมีทั้งหมด 49 แห่ง แบ่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในอาคารทั่วไป 43 แห่ง และแบบสแตนอโลนอีก 6 แห่ง

‘กทม.’ เตรียมสุ่มตรวจเข้ม 5 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานอาคาร การใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน ระบบป้องกันอัคคีภัย และการซ้อมอพยพ พร้อมชะลอการพิจารณาใบอนุญาตโครงการใหม่ เพื่อรอแนวทางจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์
‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่า จากการสำรวจเบื้องต้น ดาต้าเซ็นเตอร์ 43 แห่งตั้งอยู่ในอาคารทั่วไป เช่น อาคารสำนักงาน ธนาคาร และหน่วยงานราชการ โดยส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์ และเปิดดำเนินการมานานแล้ว
ส่วนอีก 6 แห่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แบบสแตนอโลน โดยเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง และอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่ง ‘กทม.’ ชะลอการพิจารณาใบอนุญาตแล้ว
สำหรับการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงในดาต้าเซ็นเตอร์ 43 แห่งที่อยู่ในอาคารทั่วไป พบว่า 31 แห่งใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตสะสมน้ำมัน ขณะที่อีก 12 แห่งมีน้ำมันสะสมเกิน 15,000 ลิตร และได้ขอใบอนุญาตจาก ‘กรมธุรกิจพลังงาน’ แล้ว
‘ชัชชาติ’ ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครยังไม่ได้มีลักษณะเป็นไฮเปอร์สเกลที่ใช้กำลังไฟฟ้าราว 200-300 เมกะวัตต์เหมือนดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งในต่างจังหวัด ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครใช้ไฟฟ้ารวมกันไม่ถึง 3% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพมหานคร ส่วนการใช้น้ำประปายังน้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
ทำเช็กลิสต์ 5 ข้อตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วกรุง
‘กทม.’ กำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านการออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร กฎหมายผังเมือง และงานด้านสาธารณสุข โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในการตรวจสอบ ‘กทม.’ จัดทำเช็กลิสต์ 5 ด้านสำหรับลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมทั้งความปลอดภัย การใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อประชาชนโดยรอบ ได้แก่
- ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีใบรับรองมาตรฐานสากล และเป็นไปตามข้อกำหนดด้านอาคาร
- กทม. จะตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- กทม. จะตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง ตรวจวัดฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบเรียลไทม์ และตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Legionella ในระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ปีละ 2 ครั้ง รวมถึงวัดอุณหภูมิและความชื้นบริเวณจุดกำเนิดและชุมชนโดยรอบในรัศมี 500 เมตร โดยกำหนดให้ผลต่างของอุณหภูมิในรอบ 24 ชั่วโมงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส และตรวจสอบมลพิษทางเสียง
- กทม. จะตรวจสอบระบบดับเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย
- ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินด้วยการซ้อมอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ
ชะลอดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ รอเกณฑ์ชัดเจนใน 2 สัปดาห์
สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ‘กทม.’ สั่งชะลอการพิจารณาใบอนุญาต เพื่อรอการกำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์
ขณะเดียวกัน สำนักงานเขตได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครแล้ว และยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการดำเนินงาน
‘กทม.’ ยังเปิดให้ประชาชนแจ้งปัญหาหรือผลกระทบที่พบจากดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านระบบ ‘Traffy Fondue’ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขปัญหาภายใต้กรอบอำนาจตามกฎหมายที่มี ระหว่างรอรายละเอียดเกณฑ์ปฏิบัติเพิ่มเติมจากรัฐบาล
ที่มา: กรุงเทพมหานคร
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




