กางกรมธรรม์ ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ น้ำท่วม-แผ่นดินไหว-ภูเขาไฟระเบิด ได้เท่าไหร่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

2. อนุมัติกรอบวงเงินประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม จำนวน 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น

  • กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท
  • กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท
  1. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงิน และวัตถุประสงค์ที่กำหนด
  2. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย        (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งหมายให้ผู้รับประกันภัยมีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว
  3. เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัย ตามการจัดหาผู้รับประกันภัย และสัดส่วนจำนวนเงินตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทยคัดเลือกตามข้อ 4 โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครอง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และรองรับความเสี่ยงของความรุนแรงจากภัยพิบัติกรณีอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวจากสภาวะสภาพอากาศที่แปรปรวน และทวีความรุนแรงให้หน่วยงาน

Advertisement

ตามข้อ 3-5 จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับประชาชนทุกหลังคาเรือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามกฎหมาย ระเบียบวิธีการ และขั้นตอน ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยกำหนด สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.)

เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี

เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเป็นเวลานานได้ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างทั้งในพื้นที่ที่เกิดภัยขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยมาแล้วหลายปี โดยการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่ผ่านมาในแต่ละปีเป็นไปในเชิงตั้งรับที่ดำเนินการหลังจากเกิดภัยแล้ว ทำให้เกิดภาระงบประมาณที่ไม่แน่นอน ขณะที่ระบบประกันภัยเป็นไปในเชิงรุกที่ทำให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าก่อนเกิดภัยได้ว่าความเสี่ยงส่วนใดที่รัฐจะสามารถรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือโอนความเสี่ยงไปยังระบบประกันภัย ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ดังนี้

  1. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้น และให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยเร็วต่อไป ทั้งนี้ การพิจารณากลั่นกรองการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ขอให้คำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ด้วย ดังนี้

1.1 ความซ้ำซ้อนกับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นต้น

1.2 รายได้หรือแหล่งที่มาของเงินที่จะนำเข้ากองทุนที่ชัดเจน เหมาะสมและมีความยั่งยืน

  1. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและออกแบบระบบประกันภัยพิบัติที่สามารถใช้ในการบริหารจัดการความเสียหายจากภัยพิบัติและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเพียงพอ โดยให้สรุปผลการศึกษาให้ครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์ รูปแบบ และแนวทางการดำเนินการ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 ต่อไป
  2. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 รับทราบผลการศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย และเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569   (เรื่อง การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์ และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย) จากเดิม “เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” เป็น “จัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และเห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชนและให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและแล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือ/ชดเชยความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว และครอบคลุม สำหรับงบประมาณที่ต้องใช้ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด

สาระสำคัญของเรื่อง

เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว โดยให้กรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570

  1. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือ ด่วนที่สุด
    ที่ 4331/3130 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569 ส่งแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 500,000,000 บาท โดยสรุปรวมดังนี้

ประโยชน์และผลกระทบ

ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน (ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้าน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2569) และความคุ้มครองกรณีการเสียชีวิต เมื่อเกิดสถานการณ์ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับเงินช่วยเหลือครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม และได้รับเงินช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น ด้วยเครื่องมือการบริหารจัดการในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากสาธารณภัย (Risk Transfer) ผ่านระบบประกันภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ