ชื่อของ นายชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกจับตามอง หลังนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. เปิดเผยว่า ในการพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. นายชายเป็นหนึ่งใน 2 กกต.เสียงข้างน้อยร่วมกับนายสิทธิโชติ ที่เห็นต่างจากเสียงข้างมากในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักที่จะดำเนินคดีต่อ

ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง กกต. นายชายมีเส้นทางรับราชการอยู่ใน กระทรวงวัฒนธรรม มาอย่างยาวนาน โดยประวัติที่สำนักงาน กกต.เผยแพร่ระบุว่า เคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมในปี 2556 และอีกครั้งในปี 2561
ด้านประวัติการศึกษา นายชายสำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Master of Business Administration, Southeastern University นอกจากนี้ ยังผ่านหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 60 หลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง (สจว.) หลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง (TME) และหลักสูตรผู้บริหารงานด้านกฎหมายภาครัฐระดับสูง ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เส้นทางสู่ กกต.ของนายชายเริ่มชัดเจนในปี 2566 เมื่อได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งแทนนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 70 ปี โดยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภาลงคะแนนลับให้ความเห็นชอบนายชายด้วยคะแนน 126 เสียง ไม่เห็นชอบ 44 เสียง และไม่ออกเสียง 22 เสียง ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กกต. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566
หลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ นายชาย เคยให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำหน้าที่ กกต.ว่า การเมืองอาจมีแรงกดดัน แต่ กกต.ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมาย โดยระบุว่า กกต.ไม่ได้รับเงินเดือนจากพรรคการเมือง แต่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน พร้อมวางหลักในการทำงานไว้ว่า “ถ้าเขาทำถูกก็ว่าถูก ถ้าทำผิดก็ว่าผิด” และต้องทำงานอย่างจริงจังเมื่อพบการกระทำผิด
สามปีต่อมา ชื่อของนายชายกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งจาก คดีฮั้ว สว. หลังนายสิทธิโชติเปิดเผยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ว่า ตนเองและนายชายคือ 2 เสียงข้างน้อยในการพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมือง โดยบางราย กกต.เสียงข้างมากมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ขณะที่บางรายเป็น 6 ต่อ 1 และบางรายยกคำร้องเป็นเอกฉันท์
เหตุผลของฝ่ายเสียงข้างน้อยตามที่นายสิทธิโชติเปิดเผย คือเห็นว่าพยานหลักฐานต้องพิจารณาประกอบกันทั้งภาพ ตั้งแต่การจัดทำโพยในหลายพื้นที่ ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ ความเชื่อมโยงของบุคคล ไปจนถึงพยานบุคคล โดยฝ่ายเสียงข้างน้อยเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันและมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการดำเนินคดีในข้อกล่าวหาบางส่วน แม้ท้ายที่สุดมติอย่างเป็นทางการจะเป็นไปตามเสียงข้างมาก

ที่น่าสนใจก็คือ ทั้งนายชายและนายสิทธิโชติเข้าสู่ กกต.ก่อนการได้มาซึ่ง สว.ชุดปี 2567 โดยนายชายได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดเฉพาะกาลในปี 2566 ส่วนนายสิทธิโชติได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดเดียวกันในปลายปี 2566 ก่อนเข้ารับตำแหน่งในปี 2567
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง





