
เมื่อวันที่ 20 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นัดประชุมวุฒิสภาในวันที่ 21 กันยายน โดยมีวาระพิจารณาสำคัญ คือรายงานศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม เสนอโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน กมธ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานฉบับดังกล่าวได้ยกบทเรียนการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2562 ปี 2566 และปี 2569 เป็นฐานการพิจารณา และพบปัญญหาสำคัญ คือ 1.ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และระบบการเลือกตั้ง ที่พบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ดุลพินิจเพื่อวินิจฉัยและชี้ขาดในประเด็นต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ เช่น กรณีที่พรรคการเมืองแจกน้ำดื่มในคูหาเลือกตั้ง โดย กกต.ในอดีตวินิจฉัยว่าไม่ผิด แต่ปัจจุบันถูกวินิจฉัยว่าผิด ซึ่งกระทบต่อผู้รับสมัครรับเลือกตั้งไม่มั่นใจในการใช้นโยบายหาเสียง เพราะกังวลว่าจะถูกใช้เป็นประเด็นกลั่นแกล้ง ผ่านการฟ้องร้องต่อ กกต.
นอกจากนั้น กกต.ยังล่าช้าตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร เช่น ถือหุ้นสื่อ คดีอาญา ที่ต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี เพราะขาดอำนาจมาตรฐานประสานงานกับหน่วยงานรัฐอื่น ทำให้ผู้ได้รับเลือกตั้งถูกวินิจฉัยความผิดย้อนหลัง นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณ
นอกจากนี้ รายงานของ กมธ.พัฒนาการเมืองยังระบุด้วยว่า กกต.มีปัญหาตีความ โดยมักเป็นไปเพื่อป้องกันความรับผิดของตนนเอง โดยตีความอย่างงเคร่งครัดที่เป็นอุปสรรคต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือตีความคับแคบ และระมัดระวังเกินไป เช่น บัตรเลือกตั้งที่ไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบ ทั้งที่หลายประเทศพัฒนาไปสู่การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือลงคะแนนผ่านมือถือ ทำให้การพัฒนาการเลือกตั้งที่ทันสมัยสะดุดลงและไม่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้
การใช้บทลงโทษที่รุนแรงในการตัดสินทางการเมือง ทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร โดยเฉพาะการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตรุนแรงเกินไป และครอบคลุมถึงกรรมการบริหารพรรคได้ ที่อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของ กกต. บางครั้งอาจเป็นการทำลายโครงสร้างของพรรคการเมือง ผ่านการตัดสิทธิผู้บริหารพรรค
รวมถึงยังมีข้อกังขาต่อที่มาของ กกต. และความยึดโยงของประชาชน โดย กกต.ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีรากฐานจากการยึดอำนาจ ทำให้ กกต.ถูกตั้งคำถามของที่มาและความชอบธรรม โดยเฉพาะ กกต.บางคนมาจากการเลือกของ สนช.ที่มาจากการสรรรหาของ คสช. ขณะที่ ส.ว.ชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกกันเองของสายอาชีพ ทำให้มีคำถามการยึดโยงของประชาชน ขณะเดียวกันกกต.สวนกลางกับภูมิภาค มีมาตรฐานทำงานไม่ตรงกัน
นอกจากนั้นยังพบปัญหาความไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ที่เป็นข้าราชการในท้องที่ อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ส่งผลต่อการทำงาน และมีข้อกังวลต่อการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยที่ผันแปรไปตามสถานการณ์การเมือง ที่ถูกโยงถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในการรับคะแนน ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่มีสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุถึงข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขใน 3 แนวทางคือ ข้อเสนอในระดับหลักการ ปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. แบ่งบทบาท ตรวจสอบ ถ่วงดุล กระจายอำนาจในการเลือกตั้งไปสู่ท้องถิ่น โดยหัวใจของข้อเสนอส่วนดังกล่าว คือสร้างความยึดโยงของ กกต.กับประชาชน ผ่านการให้ความเห็นชอบจากมติร่วมกันของรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว. และปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา ให้เป็นแบบดุลยภาพไตรภาคี มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชากการ และภาคประชาชน เพื่อลดผูกขาด ขณะที่คุณสมบัติของ กกต. ให้ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำเหลือ 35 ปี และให้ กกต.มาจาก 4 สายงานหลัก คือกฎหมาย วิชาการ ภาคประชาสังคม และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขณะที่อำนาจหน้าที่ของ กกต. ต้องแยกอำนาจจัดการเลือกตั้งออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตนเองเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของการเลือกตั้ง พร้อมกับให้อำนาจรัฐสภาถอดถอน กกต.ได้ด้วยเสียงข้างมากของรัฐสภา เช่น 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 5 ขณะที่ในประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนสมัครเป็น กปน.แทนข้าราชการท้องถิ่นเพื่อลดอิทธิพลทางการเมือง
ขณะที่ข้อเสนอระยะสั้น รายงานมีข้อเสนอ อาทิ ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 7 วัน คืนสิทธิผู้ที่พลาดการเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งเสริมการสังเกตการณ์โดยประชาชน และยกเว้นค่าใช้จ่ายผู้สังเกตการณ์ของพรรคการเมือง รายงานผลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล ใช้ระบบหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ กำหนดเกณฑ์ส่วนต่างราษฎรในแต่ละเขตไม่เกิน 5% เพื่อป้องกันการแบ่งเขตไม่เป็นธรรม โดยไม่แยกพื้นที่ระดับตำบลออกจากกัน ส่วนข้อเสนอระยะยาว คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือก ส.ส. และ พ.ร.ป.กกต.
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รายงานของ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ยังได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ในท้ายรายงานด้วย





