ห่วงสุญญากาศ กสทช. หวั่น 8 ล้านครัวเรือนจอดำ เร่งตั้งทีมเปลี่ยนผ่าน C-Band


21 ก.ย. 2569 | 19:54น.

สภาผู้บริโภค ถก กสทช.-สมาคมทีวีดิจิทัล รับมือแผนยกเลิกดาวเทียม C-Band จานดำตะแกรงใหญ่ นำคลื่นความถี่ 3700-4200 MHz ไปใช้ในกิจการโทรคมนาคมรองรับ 5G และ 6G ตามโรดแมปทีวีไทยปี 2569–2573 จี้ กสทช. และค่ายมือถือ AIS-True ตั้งคณะทำงานเยียวยา ป้องกันปัญหา “จอดำ” หวั่นกลุ่มเปราะบาง-คนพื้นที่ห่างไกลโดนทิ้ง ะต้องแบกภาระค่าเปลี่ยนอุปกรณ์เพียงลำพัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาผู้บริโภค หารือร่วมกับกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 3 คน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ และรศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย)

เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาผู้บริโภคด้านกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคม ท่ามกลางความกังวลว่าปัญหาการประชุม กสทช. ที่ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามปกติ อาจทำให้วาระสำคัญที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากต้องล่าช้า โดยล่าสุดการประชุมบอร์ด กสทช. วันที่ 16 กันยายน 2569 ไม่ครบองค์ประชุมและถูกเลื่อนไปวันที่ 23 กันยายน 2569

หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนคือ การเปลี่ยนผ่านการรับชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระบบซีแบนด์ (C-Band) หรือ “จานดำตะแกรงใหญ่” เนื่องจากโรดแมปทีวีไทย พ.ศ. 2569 – 2573 มีแนวทางยุติการใช้ C-Band แบบ Direct-to-Home (DTH) หรือการส่งสัญญาณโทรทัศน์ตรงจากดาวเทียมสู่จานรับสัญญาณที่บ้าน โดยใช้คลื่นความถี่ C-Band ที่ใช้คลื่นความถี่ 3700-4200 กิกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อนำคลื่นไปใช้กับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) รองรับ 5G และ 6G ในอนาคต ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการนำคลื่นจากกิจการโทรทัศน์ไปใช้ในกิจการโทรคมนาคม แต่มีผลกระทบต่อคนที่รับชมโทรทัศน์ผ่านระบบ C-Band ด้วย จึงต้องมีแผนรองรับผู้ชมเดิมอย่างเป็นระบบ

ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติ จัดทำในปี 2567 พบว่าช่องทางการรับชมโทรทัศน์ของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น โดยคาดการณ์ในปี 2572 ว่า การรับชมผ่านอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันอยู่ที่ 48.8% ทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน 32.5% ดาวเทียม 32.2% การส่งสัญญาณภาพและเสียงของรายการโทรทัศน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IPTV) 16.3% และเคเบิลทีวี 0.7% ทั้งนี้ ผู้ตอบสามารถรับชมได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงระบบดาวเทียมจึงเกี่ยวข้องกับฐานผู้ชมจำนวนมากกว่า 8 ล้านครัวเรือน ที่ต้องพิจารณาผลกระทบและแนวทางรองรับอย่างรอบด้าน

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงว่าจะนำคลื่น C-Band ไปใช้ประโยชน์อย่างไร แต่คือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะหากต้องเปลี่ยนจาก C-Band ไปสู่ Ku-Band หรือจานดำทึบอันเล็ก ซึ่งใช้ย่านความถี่คลื่นวิทยุในกลุ่มไมโครเวฟ ช่วงความถี่ประมาณ 10 – 18 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) ผู้บริโภคบางส่วนอาจต้องเปลี่ยนอุปกรณ์หรือจานรับสัญญาณ โดยเฉพาะครัวเรือนในพื้นที่ห่างไกล ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางที่ยังพึ่งพาโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงข่าวสาร

“เรื่องนี้กระทบประชาชนจำนวนมาก เราต้องตอบให้ได้ว่าใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่าน ใครจะดูแลไม่ให้ประชาชนต้องจอดำ และจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลยังเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เหมือนเดิม ประเทศควรมีการออกแบบและวางแผนช่วงเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องรับภาระจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว” นางสาวสารีกล่าว

ตั้ง “คณะทำงานเปลี่ยนผ่าน C-Band”

นางสาวสารีเสนอให้ตั้ง “คณะทำงานเปลี่ยนผ่านการใช้ดาวเทียม C-Band” ภายใต้กลไกของสภาผู้บริโภค โดยเปิดให้หน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วม ทั้งสำนักงาน กสทช. ผู้ให้บริการดาวเทียม ผู้ประกอบการโทรคมนาคม เช่น เอไอเอส (AIS) และทรู (True) ผู้ให้บริการจานดาวเทียม ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ ตัวแทนผู้ชม ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และองค์กรผู้บริโภค เพื่อรวบรวมข้อมูลจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับผลกระทบให้ชัดเจน รวมถึงจัดทำข้อเสนอเรื่องรูปแบบการเปลี่ยนอุปกรณ์ การชดเชยเยียวยา แหล่งงบประมาณ ระยะเวลา และการสื่อสารกับประชาชน

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคที่เสนอในการหารือว่า การเข้าถึงโทรทัศน์ในอนาคตต้องมีหลักประกันอย่างน้อย 3 ด้าน คือ “มีให้ดู – หาแล้วเจอ – ดูได้จริง” โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจาก C-Band ไปสู่ระบบอื่นต้องไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมสิทธิของคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงสื่ออย่างเท่าเทียม

“สภาผู้บริโภคพร้อมทำงานร่วมกับ กสทช. สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ และทุกภาคส่วน เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นโดยยึดสิทธิของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีการรับชมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ‘ข่าวต้องอ่านได้ ดูได้ และประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ การตัดสินใจเรื่อง C-Band จึงต้องมีทั้งข้อมูลผลกระทบที่ชัดเจน แผนเปลี่ยนผ่าน มาตรการเยียวยา และผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริง” นางสาวสารีกล่าว

ด้าน พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กล่าวว่า ประเด็น C-Band เกี่ยวข้องกับทั้งผู้ประกอบการดาวเทียม กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และประชาชนในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีประชาชนจำนวนเท่าใดที่จะได้รับผลกระทบจริง รวมถึงต้องพิจารณากรอบการชดเชยเยียวยาและช่วงเวลาการจัดสรรคลื่นอย่างรอบคอบ โดยสำนักงาน กสทช. เคยเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการยุติการใช้งาน C-Band 3700 – 4200 MHz และแนวทางกำกับดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านมาก่อนแล้ว นอกจากประเด็น C-Band ทที่ต้องเร่งด่วนแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ควรต้องเร่งไม่ต่างกันคือ คลื่นความถี่ทางด้านวิทยุสาธารณะ ที่จะหมกอายุพร้อมกันวันที่ 3 เมษายน 2570 หากไม่แร่งดำเนินการให้เร็ว ประชาชนก็จะฟังวิทยุสาธารณะไม่ได้อีก 200 กว่าสถานี

สำหรับสถานการณ์การทำงานของ กสทช. พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ระบุว่า ได้ดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้เพื่อผลักดันให้การประชุม กสทช. เดินหน้าต่อ เนื่องจากยังมีวาระสำคัญจำนวนมากรอการพิจารณา ก่อนหน้านี้กรรมการ กสทช. 3 คนได้เสนอให้มีการหารือระหว่างกรรมการที่เหลือเพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนงานและวาระค้าง ขณะที่สถานะของประธาน กสทช. ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครอง โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้อง

ดร.พิรงรอง รามสูต

“ทีวี” ต้องเป็นบริการพื้นฐาน ไม่เพิ่มภาระประชาชน

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ระบุว่า โรดแมปทีวีไทย พ.ศ. 2569 – 2573 ไม่ใช่เพียงเรื่องของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในช่วงที่พฤติกรรมการรับชมกำลังเปลี่ยนจากโทรทัศน์ภาคพื้นดินและดาวเทียมไปสู่บริการผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ขณะที่การรับชมผ่านระบบออนไลน์ทำให้ประชาชนต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และในบางกรณีมีค่าสมาชิกแพลตฟอร์มเพิ่มเติม

แนวทางในอนาคตจึงควรรักษา ฟรีทีวีในฐานะพื้นที่สาธารณะและโครงข่ายความปลอดภัยด้านข้อมูลข่าวสาร (information safety net) ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบหากช่องทางฟรีทีวีลดลงหรือถูกแทนที่ด้วยบริการที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ขณะเดียวกันโรดแมป ยังเสนอการพัฒนา แพลตฟอร์มสตรีมมิงกลางของประเทศ (National Streaming Platform) รวมถึงระบบ HbbTV หรือระบบที่ผสมผสานสัญญาณโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมฟรีทีวีทั้งแบบสดและย้อนหลังผ่านช่องทางที่หลากหลาย ตลอดจนเสนอให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เป็นส่วนหนึ่งของบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่การรับชมออนไลน์กลายเป็นภาระใหม่ของประชาชน