แค่ขึ้นภาษีนำเข้า หยุด EV จีนศูนย์เหรียญไม่ได้ ‘วีระยุทธ’ ลั่นต้องรื้อ Local Content ครั้งใหญ่

แบบนี้เรียกว่า “บ๊ายบาย EV จีนศูนย์เหรียญ” ได้ไหม?

หลังเข้ามาทำตลาดในไทยด้วยการนำเข้ารถโดยไม่ต้องตั้งโรงงานมาหลายปี EV จีนอาจเจอโจทย์ใหม่ เพราะ ‘บอร์ดนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ’ หรือ ‘บอร์ด EV’ ของไทย เตรียมใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือจูงใจให้ค่ายรถลงทุนและผลิตในประเทศมากขึ้น

‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ว่า รัฐบาลกำลังหารือกับอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่ ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) ที่นำเข้าทั้งคัน หรือ ‘CBU’ จะเจอภาษีสรรพสามิตประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 10%

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังไทยเปิดรับ EV นำเข้าจำนวนมาก โดยเฉพาะจาก ‘จีน’ จนการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น และกดดันฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศ รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนจากการเป็นตลาดนำเข้า ไปสู่การดึงการลงทุน และซัพพลายเชนกลับมาอยู่ในไทยมากขึ้น

ขณะที่ ‘บอร์ด EV’ เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเป็น 3 ระดับ โดยผูกอัตราภาษีกับการลงทุน การผลิต และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

  • Tier 1 เสียภาษีต่ำที่สุด สำหรับค่ายที่ผลิตรถในไทย และใช้ชิ้นส่วนในประเทศสัดส่วนสูง โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของ EV ในไทย
  • Tier 2 เสียภาษีระดับกลาง สำหรับบริษัทที่นำเข้ารถเพื่อทดลองตลาด หรือเริ่มต้นการลงทุน แต่มีแผนผลิตรถในไทยควบคู่กัน
  • Tier 3 เสียภาษีสูงที่สุด สำหรับบริษัทที่นำเข้ารถมาขายอย่างเดียว โดยไม่มีโรงงานหรือแผนลงทุนผลิตในไทย ซึ่งอัตรานี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 30%

ส่วนรถที่ผลิตในไทย รัฐจะพิจารณาระดับ ‘Local Content’ โดยเฉพาะการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ เพื่อกำหนดอัตราภาษีตามระดับการลงทุน การผลิต และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ

‘เอกนิติ’ ระบุว่า ค่ายรถบางรายที่ปัจจุบันนำเข้ารถจาก ‘จีน’ และ ‘ยุโรป’ ได้เข้าหารือกับรัฐบาลแล้ว เพื่อเตรียมลงทุนในไทย และรับสิทธิประโยชน์จากภาษีที่ต่ำกว่า แต่ต้องลงทุนเพิ่มและใช้ซัพพลายเชนในประเทศ

ปัจจุบันมีค่ายรถ EV 9 รายเข้ามาตั้งฐานดำเนินงานในไทยแล้ว และบางรายเริ่มผลิตเพื่อส่งออก สะท้อนว่ารัฐต้องการต่อยอดการลงทุนเหล่านี้ให้ไทยยังเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคต่อไป

ขึ้นภาษีอย่างเดียวไม่พอ ถ้าจะแก้ปัญหา ต้องรื้อ Local Content ทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร มองว่า การขึ้นภาษีเป็นเพียง ‘มาตรการทางอ้อม’ แม้จะช่วยสร้าง ‘กำแพง’ ให้โรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ แต่หากต้องการให้ EV สร้างมูลค่าเพิ่มถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและแรงงานไทย รัฐต้องรื้อกลยุทธ์ Local Content ให้ตรงเป้ากว่านี้ใน 4 ด้าน

  1. ตรวจเข้มวิธีวัด Local Content

ตั้งแต่มาตรการ ‘EV 3.0’ ถึง ‘EV 3.5’ รัฐจ่ายเงินอุดหนุนค่ายรถ EV ไปแล้วราว 2.5 หมื่นล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้ผลิตรถชดเชยรวมประมาณ 2 แสนคัน

‘วีระยุทธ’ มองว่า วิธีวัด Local Content ที่ผ่านมายังมีช่องว่าง เพราะค่ายรถสามารถแจ้งข้อมูลเอง และการคำนวณยังรวมค่าน้ำ ค่าไฟ และกำไร ซึ่งไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่ตกถึงซัพพลายเออร์ไทยโดยตรง จึงควรตรวจสอบ และปรับวิธีคำนวณใหม่ เพื่อให้การผลิตชดเชยสร้างประโยชน์กลับมาที่ผู้ผลิตไทยจริง

  1. นับการลงทุนเพื่ออนาคตเป็น Local Content

Local Content ไม่ควรดูแค่สัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย แต่ควรนับการลงทุนที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมด้วย เช่น ศูนย์ R&D ด้านแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ยานยนต์ หรือไฮโดรเจนสำหรับรถขนส่ง เพื่อให้การลงทุนใหม่ช่วยพาซัพพลายเชนไทยไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอื่นได้

  1. เพิ่มงบพัฒนาทักษะแรงงาน

แรงงานยานยนต์จำนวนมากมีพื้นฐานด้านเครื่องกลจากอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาป แต่ต้องยกระดับทักษะให้ทำงานกับรถไฮบริด EV และเทคโนโลยีพลังงานใหม่ได้

‘วีระยุทธ’ เสนอให้เพิ่มงบพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล โดยระบุว่างบปี 2570 ยังมีจำกัด เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมได้ 6 ล้านบาทเพื่อช่วย 15 บริษัท รวมแรงงาน 200 คน ขณะที่กระทรวงแรงงานได้ 52 ล้านบาท ตั้งเป้าพัฒนาทักษะแรงงานราว 1 หมื่นคน

  1. ช่วย SME Tier 2 และ Tier 3 ลดคาร์บอน

ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนมากอยู่ในกลุ่ม ‘Tier 2’ และ ‘Tier 3’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs ที่ยังใช้เครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบเดิม ขณะที่ตลาดส่งออกเริ่มใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้น เช่น NVES ของออสเตรเลีย

เขาเสนอให้รัฐช่วย SMEs เปลี่ยนเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอน ไม่ใช่จำกัดการสนับสนุนไว้เฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่หรือนวัตกรรม

ท้ายที่สุด การขึ้นภาษี EV นำเข้าอาจช่วยดึงค่ายรถเข้ามาผลิตในไทย แต่การฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้จบแค่การมีโรงงาน หากไทยต้องการได้ประโยชน์จากยุค EV จริง ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงาน และ SMEs ก็ต้องเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน

ที่มา: Bloombergวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, BOI, ThaiPBS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา