
“พิพัฒน์” บิ๊กคมนาคม เปิดแผนลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ 4 ปี วงเงิน 8.2 แสนล้าน บก-ราง-น้ำ-อากาศ ดันประเทศไทยศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ต่อยาวมอเตอร์เวย์ M8 นครปฐม-สงขลา ขยายทางคู่แสนล้าน จากชุมพร-ปาดังเบซาร์ ทะลุมาเลย์-สิงคโปร์ ปักหมุดรถไฟทางคู่เพิ่มจากกรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ปั้นฮับสุพรรณบุรีเชื่อมเหนือ-อีสาน ไม่ต้องฝ่าจราจรผ่าน กทม. ทะลุ 14 จังหวัดใต้ คิกออฟตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท หวังหาเสียงคนกรุง พลิกโฉมพัฒนาที่ดิน 2 แปลงใหญ่ย่านสถานีกลางบางซื่อ ท่าเรือคลองเตย ลุ้น “อนุทิน” เฉลยฉากจบรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คมนาคมได้วางแผนลงทุนใน 4 ปี (2570-2573) รวม 313 โครงการ วงเงิน 823,178 ล้านบาท ครอบคลุมทางราง บก น้ำ และอากาศ โดยปี 2570 เดินหน้า 262 โครงการ วงเงิน 229,769 ล้านบาท และลงทุนต่อเนื่องปี 2571-2573 อีก 51 โครงการ วงเงิน 593,409 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงระบบการคมนาคมทุกภูมิภาค ยกเว้นจะมีการศึกษาโครงการใหม่เพิ่มเติม
ขยายมอเตอร์เวย์-ทางคู่บูมใต้
“เมกะโปรเจ็กต์จะเดินหน้าในปี 2570 คือ มอเตอร์เวย์ M8 ระยะทาง 61 กม. เป็นเส้นทางใหม่สร้างคู่ขนานถนนเพชรเกษม จากนครปฐม-ราชบุรี-ปากท่อ เชื่อมกับมอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว รองรับการเดินทางสู่ภาคใต้”

นอกจากนี้จะตั้งงบฯ ศึกษาก่อสร้างจากปากท่อทะลุปราณบุรี ระยะทาง 115 กม. และสร้างไปถึงชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา โดยปรับปรุงถนนเพชรเกษมเดิมตั้งแต่ปราณบุรีลงไปเป็นมอเตอร์เวย์ และใช้เขตทางกรมทางหลวงขยายทางคู่ขนานด้านข้างเพื่อให้ประชาชนใช้บริการ
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ด้านระบบรางจะเปิดประมูลก่อสร้างรถไฟทางคู่ภาคใต้ 3 เส้นทางรวดเดียว วงเงิน 106,797 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท, สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท แหล่งเงินลงทุนมาจากเงินกู้
ดันรถไฟไทยทะลุมาเลย์-สิงคโปร์
ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างออกแบบรถไฟทางคู่ช่วงหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก เชื่อมกับประเทศมาเลเซีย อนาคตจะมีรถไฟเชื่อม 2 เส้นทาง คือ สายตะวันตกจากปาดังเบซาร์ลากไปถึงปีนังเข้ามาเลเซียทะลุสิงคโปร์ ส่วนสายตะวันออกจากสุไหงโก-ลกเลาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทยบรรจบที่ยะโฮร์และเข้าสิงคโปร์
“หมายความว่าไทยจะมีรถไฟจากกรุงเทพฯไปจนสุดชายแดนมาเลเซีย และจากชายแดนมาเลเซียจะมีระบบรางเชื่อมไปถึงประเทศสิงคโปร์”
ปั้นฮับสุพรรณบุรีข้ามกรุงเทพฯ ลงใต้
นายพิพัฒน์กล่าวว่า อีกทั้งกำลังศึกษาเส้นทางรถไฟ Missing Link ช่วงสุพรรณบุรี-นครหลวง-ชุมทางบ้านภาชี ระยะทาง 73.8 กม. วงเงิน 47,661 ล้านบาท เชื่อมโยงการขนส่งรถไฟจากภาคเหนือ ภาคอีสาน มีจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นตัวกลางเชื่อมโยงลงใต้ โดยรถวิ่งมาจากอีสานผ่านสระบุรี อยุธยา ต้องเชื่อมเข้าสุพรรณบุรีเพื่อไปใต้ ไม่ต้องแวะเข้ากรุงเทพฯ เช่นเดียวกับรถมาจากภาคเหนือจะวกเข้าสุพรรณบุรีเพื่อลงใต้ ต่อไปในอนาคตศูนย์กลางการคมนาคมทางรางจะอยู่ที่สุพรรณบุรี
เมื่อเชื่อมตรงนี้เสร็จจะลากออกไปภาคตะวันออกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงลากตู้สินค้าไปแหลมฉบังหรือไปสู่จีนตอนใต้ จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ และโครงข่ายระบบรางจะเสร็จทั้งหมดในปี 2576 เพื่อเป็นการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในเอเชีย
ผุดท่าเรืออันดามัน-ขยายสุวรรณภูมิ
“ปี 2570 เป็นจุดเริ่มต้นคีย์เวิร์ด Missing Link ตรงไหนเป็นช่องว่างเราจะไปเชื่อมต่อ ไม่พูดแค่ทางราง ทางบก ต่อไปต้องเชื่อมโยงทางอากาศ ซึ่งประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์กึ่งกลางมหาอำนาจเอเชียของ 2 ประเทศ ทั้งอินดียและจีน”
สิ่งสำคัญไทยอยู่ก้นอ่าวของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เปรียบเสมือนไทยเป็นเขื่อนกั้นระหว่างสองมหาสมุทร ต้องใช้ประโยชน์จากการคมนาคมทางน้ำเชื่อม 2 มหาสมุทรเข้าด้วยกัน แม้ไม่มีแลนด์บริดจ์ แต่การเดินหน้าการพัฒนาเพื่อช่วงชิงการเดินทางของสินค้าต้องทำต่อ เพราะยังมีท่าเรือแหลมฉบังเป็นตัวเชื่อมออกมหาสมุทรแปซิฟิก
“แต่วันนี้ขาดช่วง ไม่มีท่าเรือขนาดใหญ่เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเชื่อมโยงประเทศอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป ขณะที่มหาสมุทรแปซิฟิกเชื่อมประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อเมริกา ล่าสุดคมนาคมกำลังศึกษาโครงการ Missing Link พัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน”
ส่วนการขนส่งทางอากาศ กำลังขยายคลังสินค้าสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 3 และขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก เนื่องจากสุวรรณภูมิสร้างมากว่า 20 ปี ถึงเวลาต้องซ่อม จึงต้องมีสนามบินที่ขนาดใกล้เคียงกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อปิดการซ่อมและรองรับผู้โดยสาร 120 ล้านคนต่อปี
ดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท
“นโยบายลงทุนของคมนาคมยุคพรรคภูมิใจไทยจะไม่ใช่แค่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่ผมรับผิดชอบ ต้องครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยพื้นที่กรุงเทพฯ คมนาคมเป็นกระทรวงหนึ่งที่คนกรุงเทพฯ จับตามอง คมนาคมยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และมีผู้รับมอบหมายให้มาดูแล จะทำอะไรให้กับชาวกรุงเทพฯ เช่น ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน เช่น อดีตมีค่าเดินทางวันละ 80 บาท ลดเหลือ 40 บาท เท่ากับประชาชนเหลือเงินในประเป๋า 40 บาท อย่างน้อย 40 บาทนี้สามารถให้บุตรหลาน เพิ่มค่าขนมได้ คือสิ่งที่คมนาคมยุคผมกำกับดูแล พยายามไปเสริมจุดแข็ง”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่กำลังทำในขณะนี้เร่งหาข้อสรุประบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้า ราคา 17-45 บาท ให้ประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 โดยเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานโอนกรรมสิทธิ์การบริหารมาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขณะที่สายทางในความรับผิดชอบของ รฟม.กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ไม่มีปัญหา
“โดยเฉพาะบีทีเอสการสแกนจ่ายค่าโดยสารยังเป็นบัตรแรบบิท แต่ตั๋วร่วมต้องรองรับบัตร EMV คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ให้ธนาคารกรุงไทยดำเนินการเคลียริ่งเฮาส์ให้ ต้องไปหารือกับบีทีเอสให้ติดระบบ EMV สายสีเขียว ทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ทันสิ้นปีนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี เลยให้กรุงไทยเจรจาบีทีเอสปรับระบบแรบบิทให้เป็นแรบบิท EMV ให้ทันใช้ 1 มกราคม 2570”
เชื่อมรถ-ราง-เรือ ส.ค. 70
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่เกินเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2570 จะมีระบบตั๋วร่วมเชื่อมทั้งทางบก น้ำ และราง ตามเป้าหมาย โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีแผนรับมอบรถโดยสารไฟฟ้า (EV) ครบ 1,520 คัน และจะขยายใช้ตั๋วร่วมกับเรือโดยสารเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ ส่วนค่าโดยสารต้องพิจารณากันใหม่ เพราะค่าโดยสาร 17-45 บาทใช้เฉพาะรถไฟฟ้า ขณะที่ ขสมก.ต้องจัดสรรเส้นทางรถเมล์ใหม่ วิ่งระยะสั้น ไม่ให้วิ่งทับเส้นทางเอกชนและเป็นฟีดเดอร์ส่งผู้โดยสารที่สถานีรถไฟฟ้า ส่วนในซอยจะให้สัมปทานรถสองแถว
“คมนาคมพยายามเชื่อมโยงคนออกจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดสะดวกขึ้น ได้เปิด M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ไม่เกินกรกฎาคม 2570 จะเชื่อมทางด่วนพระราม 3 ตั้งแต่กรุงเทพฯ ชั้นในไปถึงบ้านแพ้ว จากก่อนหน้านี้เปิดเต็มรูปแบบ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. และ M6 บางปะอิน-โคราช ระยะทาง 196 กม. ที่เปิดทดลองใช้วันศุกร์-อาทิตย์ หลัง 25 ธันวาคม จะเปิด 24 ชั่วโมง และทุกวัน”
MOU ซี.พี.เดินรถแอร์พอร์ตลิงก์
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาแอร์พอร์ตเรลลิงก์จะครบ MOU กับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (เครือ ซี.พี.) วันที่ 30 กันยายนนี้ มีข้อสรุปแล้ว เอกชนจะเดินรถต่ออีก 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-31 มกราคม 2570 โดยรายได้เก็บได้เท่าไหร่ให้เอกชนนำไปบริหารจัดการซ่อมบำรุงรางที่ใช้ จะลงนาม MOU เร็ว ๆ นี้
ซึ่งจะแยก MOU ออกมาจากสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ยังไม่สรุปสุดท้ายจะเดินหน้าต่อหรือยุติสัญญาตามที่เอกชนยื่นเสนอ ต้องใช้เวลาในการหารือร่วมกันอีกสักพัก และรอบอร์ดอีอีซีมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณา
“หลัง ซี.พี.เดินรถครบ 4 เดือนแล้ว ร.ฟ.ท.มีแผนสองให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด บริษัทลูกมาเดินรถต่อ เพราะอดีตก่อนส่งมอบให้ ซี.พี.ผู้รับสัมปทานรถไฟความเร็วสูงบริษัทลูกทำหน้าที่เดินรถมาก่อน และจะขอดึงบุคลากรบางส่วนที่เอกชนเคยดึงไปกลับมา และทำงานคู่กับเอกชนช่วง 4 เดือนนี้ ซึ่งเอกชนไม่ขัดข้อง”
เปิดฉากจบไฮสปีด 3 สนามบิน
ทั้งนี้เมื่อรถไฟความเร็วสูงยังไม่เริ่มก่อสร้าง ร.ฟ.ท.จะเจรจา ซี.พี.ขอแยกงานก่อสร้างสัญญา 4-1 สถานีบางซื่อ-ดอนเมือง ที่พ่วงกับรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนออกมาก่อสร้างเอง เพราะไม่รู้ว่าการเจรจาจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่รถไฟความเร็วสูงไทย-จีนถูกเร่งรัดโครงการให้เสร็จในปี 2574 หลังช้ามาหลายปีแล้ว ซึ่งคงไม่ง่ายที่สัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะจบใน 4 เดือนนี้
“โจทย์มันยากตั้งแต่ต้น สัญญาเซ็นเมื่อปี 2562 ควรจะดำเนินการได้แล้ว ทำไมไม่ทำ เชื่อว่านายกรัฐมนตรีในแต่ละยุคแต่ละสมัยเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไปวิธีการคิดและเจรจาต้องเปลี่ยนไป จะไปบอกว่ายุคนั้นทำไม่ได้ ยุคนี้ทำได้หรือไม่ ผมคิดว่าเหตุปัจจัยและตัวแปรแต่ละยุคไม่เหมือนกัน การเจรจาจะปรับเปลี่ยนยังไงต้องดู สำคัญสุดคือติดเงื่อนไข สัญญาแก้ไม่ได้ ยุติก็ไม่ได้ คิดไม่ออกจะเดินหน้าอย่างไร สุดท้ายเข้าสู่การฟ้องร้องแน่นอน”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่รู้จะโทษใครได้ 1.เอกชนศึกษาโครงการมาอย่างมั่นใจแล้วใช่ไหม 2.เหตุแทรกซ้อนการระบาดโควิด 3.อีอีซีไม่ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ใน 3 ปัจจัยเหล่านี้เลยทำให้ไฮสปีด 3 สนามบินเกิดขึ้นได้ยาก
เดินหน้าเมืองการบินอู่ตะเภา
ในทางกลับกันวันนี้สนามบินอู่ตะเภาเริ่มขับเคลื่อนในโปรเจ็กต์ที่รับสัมปทานไปแล้ว เรื่องเมืองการบิน เมื่อรถไฟความเร็วสูงไม่สามารถไปถึงสนามบินอู่ตะเภา คิดว่ารัฐบาลคงต้องเจรจาผู้ประกอบการอู่ตะเภาต่อไป ไม่ใช่เฉพาะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
“การจะให้เอกชนรับสัมปทานอู่ตะเภามาทำรถไฟความเร็วสูงคิดว่าเอกชนคงไม่กล้าเข้ามา เพราะโครงการถึงจุดคุ้มทุนยาก ที่สำคัญโครงการผ่านมา 5 ปี ราคาวัสดุสะวิง ประกอบกับมีสงครามยูเครน ต่อเนื่องอ่าวเปอร์เซีย น้ำมันขึ้นมาเกิน 200% แล้วตอนนี้แตะ 140 เหรียญ เป็นปัจจัยตัวแปรที่ว่าจะให้ใครมาประมูลรถไฟความเร็วสูงคงไม่ง่าย”
พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-คลองเตย
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมยังมีแผนจะพัฒนาพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ มีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ เป็นเชิงพาณิชย์ และให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจ และมีแผนจะปรับโฉมตลาดจตุจักร พื้นที่ 68 ไร่ ที่ ร.ฟ.ท.จะรับคืนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยให้เอกชนมาบริหาร เพราะมีประสบการณ์มากกว่า ร.ฟ.ท. ทั้งนี้ได้หารือกับผู้ค้าแล้ว จะแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ทยอยปรับปรุงทีละส่วน เพื่อขึ้นโครงสร้างหลังคาสูง ไม่สร้างอาคารใหม่ จะทำเป็นตลาดนัดเหมือนเดิม แต่จัดระเบียบทำให้อากาศถ่ายเท สะอาด เดินแล้วไม่สับสน และให้เปิดขายอาทิตย์ละ 6 วัน
นอกจากนี้จะพัฒนาท่าเรือคลองเตยพื้นที่ 2,353 ไร่ เป็นเชิงพาณิชย์และเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์รูปแบบทันสมัย ไม่มีกาสิโน พัฒนาเป็นท่าเรือเรือสำราญ ท่าเรือยอชต์ และโครงการอสังหาฯ โดยจะย้ายท่าเรือคลองเตยไปที่ท่าเรือแหลมฉบัง แต่อาจคงไว้บางส่วนเพื่อขนส่งสินค้าที่ต้องการความเร็ว เช่น อาหารสด ผลไม้สด และกันพื้นที่บางส่วนพัฒนาอาคารที่พักอาศัยรองรับ 26 ชุมชน มีสิ่งอำนวยความสะดวก โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก เด็กอ่อน ซึ่งการเจรจาเบื้องต้น 26 ชุมชนพร้อมย้ายออก
“ที่ดินคลองเตยส่วนใหญ่จะนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ เปิด PPP ให้เอกชนลงทุนพัฒนา เช่นเดียวกับสถานีกลางบางซื่อที่ให้เอกชนลงทุน เพราะเราไม่ใช่มืออาชีพ ต้องให้มืออาชีพมาลงทุน คิดว่า 2 พื้นที่นี้หากพัฒนาได้จะเป็นรายได้ช่วยพยุงการท่าเรือฯ และไม่ให้ ร.ฟ.ท.ขาดทุนไปมากกว่านี้” นายพิพัฒน์กล่าว




