ถ้ายังโตช้าขนาดนี้ ไทย ต้องรออีก 30 ปี ถึงเป็น ‘ประเทศรายได้สูง’ ตามเป้า World Bank บอก เพราะเศรษฐกิจไทยชะลอมากหลังโควิด

ก่อนตาย จะมีโอกาสได้เห็นไทยเป็น ‘ประเทศรายได้สูง’ ไหม?

thailand economy

หากอิงตามเกณฑ์ของ ‘World Bank’ ในปี 2025 ประเทศรายได้สูงคือประเทศที่มี ‘รายได้ประชาชาติต่อหัว’ (GNI per capita) ราว 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 478,000 บาทต่อปี แต่ในปีที่แล้ว คนไทยมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยเพียง 256,000 บาทเท่านั้น

ในช่วงต้นปี 2026 สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) วิเคราะห์ว่า สภาพเศรษฐกิจไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กำลังอยู่ใน “ช่วงขาลงที่น่ากังวล” ส่งผลให้อาจเป็นไปได้ยากที่จะพัฒนาเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ตามเป้า

ทั้งนี้ ในสายตาของ World Bank ประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อเทียบกับในปี 1991 เพราะตลอด 35 ปีที่ผ่านมา บ้านเราสร้างงานสร้างอาชีพไปมากถึง 10.7 ล้านราย รวมถึงยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษาด้วย

อย่าง ‘กรุงเทพมหานคร’ เอง World Bank ระบุว่า จากที่ในปี 1991 มีประชากรเพียง 5 ล้านคน ปัจจุบัน ประชากรเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 18 ล้านคนแล้ว และสัดส่วนเกษตรกรก็ลดลงจาก 56% เป็น 29% เนื่องจากหลายคนย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมือง เพื่อทำงาน

แต่ถามว่าการเติบโตเหล่านี้เพียงพอสำหรับการเป็นประเทศรายได้สูงในอีก 11 ปีไหม? คำตอบคือ อาจจะยัง

ดีขึ้นแล้ว แต่ยังดีไม่พอ

world bank
‘Katherine Anne Stapleton’ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำ World Bank ประเทศไทย

‘Katherine Anne Stapleton’ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำ World Bank ประเทศไทย มองว่า การพัฒนาที่กล่าวไปข้างต้น คือสัญญาณของประเทศที่กำลังจะผันตัวเป็นประเทศรายได้สูง แต่หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และอาจปรับตัวไม่ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างช้า Stapleton กล่าวว่า เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงของไทยอาจต้องขยับออกไปเป็น 2056 แทน หรือถ้ายังอยากทำตามเป้า ก็ต้องทำให้ GDP ต่อหัวเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ไม่ใช่ 2.2% ต่อปีเหมือนทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน แม้ด้านอื่นๆ เช่น การศึกษาหรือความสามารถของประชากรจะดีขึ้นจริง แต่ก็ยังไม่เท่าทันในหลายแง่ อาทิ ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน STEM หรือมีผลสอบ PISA ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม World Bank เชื่อว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 หากพัฒนาระบบนิเวศที่สามารถนำไปสู่การขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรม ดังต่อไปนี้

1. การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing)

อุตสาหกรรมการผลิตเป็นเครื่องยนต์สำคัญของไทยมานานหลายทศวรรษ แต่หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมดังกล่าวก็เริ่มถดถอยลง ซึ่งส่วนหนึ่ง World Bank มองว่า เป็นเพราะบ้านเราผลิตแต่ชิ้นส่วนที่ตลาดโลกอาจไม่ต้องการอีกต่อไป

ทั้งนี้ ด้วยความที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านพื้นฐานการผลิตอยู่แล้ว World Bank เชื่อว่า หากลงไปเล่นในอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และรถอีวีมากขึ้น รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีกับทักษะประชากรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ก็จะยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้งได้

2. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน (Sustainable and Wellness Tourism)

Long tail wooden boats moored at Maya Bay-Phi Phi Islands-Thailand

ประเทศไทยและการท่องเที่ยวเป็นของคู่กัน แต่หากดูอย่างละเอียดแล้ว จะเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่สร้างรายได้ให้ประชาชนเท่าไร โดยเฉพาะธุรกิจที่พักกับอาหารที่สร้างรายได้เฉลี่ยแค่ 12,455 บาทต่อเดือน

ไม่ใช่แค่นั้น การที่นักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้เมืองต้องเผชิญปัญหาจราจรติดขัดหนักที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะที่จังหวัดยอดฮิตอื่นๆ อย่างกระบี่ ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานีโดนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

World Bank แนะนำว่า ประเทศไทยควรโฟกัสกับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น ส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอื่นๆ รวมถึงพัฒนาจุดแข็งอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อที่จะได้ลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง 

3. บริการดิจิทัล (Digital Services)

Economic, Business, Investment

บริการดิจิทัลหมายถึง บริการที่สามารถส่งมอบได้ผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น การเงิน ประกันภัย ทรัพย์สินทางปัญญา หรือคอนเทนต์ ซึ่งแม้ปัจจุบัน อุตสาหกรรมนี้จะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ก็เติบโตเร็วมาก

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนสตาร์ทอัพเพียง 719 รายเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับสิงคโปร์ที่มีมากถึง 7,547 ราย แต่ World Bank ยังมองในแง่บวกว่า แม้จะมีจำนวนน้อยนิด ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งมาก เพียงแค่ยังขาดโอกาสกับการสนับสนุน

World Bank เชื่อว่า หากประเทศไทยผลักดันอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล และสตาร์ทอัพให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปิดรับการแข่งขันยิ่งกว่านี้ จะช่วยพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศได้

4. เกษตรกรรมและอาหาร (Agrifood)

Agriculture

ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารมากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก แต่กลับไม่เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประชาชนเท่าไร แถมยังเป็นภาคส่วนที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อยู่สูงมาก

World Bank มองว่า การทำงานในอุตสาหกรรมเกษตรควรมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสภาพคล่องของเกษตรกรต้องไม่แปรผันไปตามสภาพภูมิอากาศ รวมถึงให้ความสำคัญกับการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบุคลากรต้องหมั่นพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำระบบดิจิทัลมาใช้ด้วย

5. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Industries)

film movie
Photo by Jakob Owens on Unsplash

World Bank เชื่อว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโตสูงมากๆ ผ่านการเปลี่ยนสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ความสามารถประชาชน คอนเทนต์ และต้นทุนที่จับต้องไม่ได้ มาเป็นโอกาสในการส่งออก รวมถึงสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทย

World Bank อยากให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางความสร้างสรรค์ประจำภูมิภาคที่ผลงานต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม และอนิเมชัน ได้รับการสนับสนุนเพื่อผลักดันการเติบโตยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ประเทศไทยก็ควรให้ความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน โดยคุ้มครองสิทธิเจ้าของผลงานเสมอ รวมถึงส่งเสริมนักสร้างสรรค์ทั่วประเทศให้สามารถเลี้ยงตนเองได้อย่างมั่นคง ผ่านงานที่พวกเขารัก

สุดท้าย Stapleton อยากให้คนไทยทุกคนลองนึกภาพตามดูว่า หากวันนี้มีเด็กไทยคนหนึ่งลืมตาดูโลกขึ้นมา มันจะดีกว่าไหม หากพวกเขาได้เติบโตขึ้นในบ้านเมืองที่เป็นประเทศรายได้สูงอย่างแท้จริง?

หากพวกเรา โดยเฉพาะผู้นำประเทศ อยากให้คนรุ่นหลังมีชีวิตที่ดีขึ้น และเห็นประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน บางทีการลุกขึ้นมาทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน อาจสร้างผลกระทบดีๆ มากกว่าที่เราคิดก็ได้

หมายเหตุ: นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำแนะนำจาก World Bank เท่านั้น และยังมีข้อชี้แนะอีกหลายแง่ ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาเมือง หรือการพัฒนาทักษะ ซึ่ง Brand Inside จะนำมาเสนอต่อในอนาคต

ที่มา: World Bank Report, Our World in Data, World Bank Group

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา