จับกระแส‘กธ.’ซบรบ. เกมครม.เสียงข้างมาก โจทย์วัดฝีมือแกนภท.

ฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสถานะในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 มีการปรับสัดส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นแกนนำ เมื่อ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ออกมาประกาศสัดส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านล่าสุด จะไม่มีพรรคกล้าธรรม (กธ.) ร่วมเป็นกรรมการวิปฝ่ายค้านด้วย

ภายหลังพรรค กธ.ลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในวาระ 3 เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งขัดกับของวิปฝ่ายค้าน ที่เห็นควรให้ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง” ตามมติของแต่ละพรรค

เมื่อพรรค กธ. มีจุดยืนการทำหน้าที่ในสภา โดยเห็นชอบกับวาระของรัฐบาลเป็นเรื่องๆ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2570 และเห็นชอบกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นบางเรื่อง ส่งผลให้พรรค ปชน. แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเกิดความไม่ไว้วางใจ พรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีใจพร้อมเป็นรัฐบาล ประกอบกับสัญญาณที่ ส.ส.พรรค กธ.บางคนพร้อมตอบรับหากได้รับการเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำรัฐบาลผสม

ด้วยสถานะของรัฐบาลพรรค ภท. ที่กุมเสียงข้างมากรวม 292 เสียง จัดว่าเป็นรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพทางการเมืองอยู่ในขั้น “แน่นปึ้ก” เป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาล

Advertisement

ตลอดกลไกของข้าราชการประจำ และกองทัพ ที่ฝ่ายการเมืองได้จัดแถววางตัว ผู้บริหารตามกระทรวง ทบวง กรม ไปจนถึงกองทัพ แบบเป็นเนื้อเดียวกันกับฝ่ายนโยบาย

ผ่านคำยืนยันของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สวมหมวกอีกใบ คือ หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวยืนยันระหว่างการประชุมมอบนโยบายกับทีมไทยแลนด์ในญี่ปุ่น ช่วงหนึ่งว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูงมาก ทั้งเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งข้าราชการประจำ และกองทัพ มีการทำงานร่วมกันอย่างดี

ปัจจัยความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ ที่สามารถนำไปสื่อสารสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นและนานาชาติได้

เสียงที่เข้มแข็งของรัฐบาลพรรค ภท. อันมีปัจจัยหนุนสำคัญ มาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้มี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 200 คน มาจากการเลือกกันเองของ 20 กลุ่มอาชีพ โดย ส.ว.มีอำนาจสำคัญในมือ คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ ทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน

แม้จะมีการร้องให้ตรวจสอบกรณีฮั้วเลือก ส.ว. มี ส.ว. 138 คน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งฝ่ายการเมือง แกนนำพรรค ภท. ส.ส. นักการเมืองท้องถิ่น รวม 427 คน แต่สุดท้าย กกต.มีมติเสียงข้างมาก ส่งรายชื่อผู้ถูกกล่าวหารวม 77 คน โดยมี ส.ว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. 36 คน และบุคคลอื่นๆ 15 คน

โดยไม่มีฝ่ายการเมืองของพรรค ภท. ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตัดสินในขั้นตอนสุดท้าย ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ กกต.เพียงองค์เดียวส่งคำร้องต่อศาลฎีกา

ส่วน “กกต.” ต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องจากพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มการเมืองนอกสภา ในฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อศาลอาญาคดีทุจริต และ ป.ป.ช. คงต้องใช้เวลาพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมพอสมควร แต่ในทางการเมือง รัฐบาลพรรค ภท.ยังเดินหน้าบริหารงานต่อไปได้

แม้จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบของฝ่ายค้าน อย่างการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าเนื้อหาการอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้น มีหลักฐานสร้างแรงสั่นสะเทือนรัฐบาลมากแค่ไหน

หากรัฐบาลเสียงข้างมาก นำโดยพรรค ภท. 292 เสียง ได้ 58 เสียงจากพรรค กธ.มาร่วมหนุนด้วย จะมีเสียงในขั้วพรรคร่วมรัฐบาลสูงถึง 350 เสียง ย่อมเป็นเรื่องยากในทางทฤษฎีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีมติล้มนายกฯ หรือรัฐมนตรี จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เว้นเสียแต่พรรคร่วมรัฐบาลเกิดปัญหาภายในถึงขั้นแตกหัก มี ส.ส.โหวตสวนมาสนับสนุนฝ่ายค้าน

แต่การเมืองว่าด้วยเสียงข้างมาก รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ลืมศึกษาบทเรียนในอดีต ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ภายหลังการเลือกตั้งปี 2548 ได้ ส.ส. 377 เสียง ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จพรรคเดียว

โดยมีพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน รวมกัน 123 เสียง มาตรวจสอบรัฐบาลแบบไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้

แต่รัฐบาลไทยรักไทยกับต้องเผชิญกับการตรวจสอบนอกสภา ทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม ผ่านกลไกของตุลาการภิวัฒน์ รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชน อย่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ชุมนุมตรวจสอบรัฐบาล ผ่านข้อกล่าวหา “เสียงข้างมาก กินรวบประเทศ” ใช้อำนาจความเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ท่ามกลางข้อครหาแทรกแซงองค์กรอิสระ ก่อนจะจบลงด้วยการรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ถือเป็นบทเรียนของรัฐบาลเสียงข้างมาก ให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ต้องเรียนรู้ไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

การเดินหน้าต่อทางการเมืองของรัฐบาลพรรค ภท. หากดึงพรรค กธ. มาร่วมเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 350 เสียง ในมิติการเมือง โดยเฉพาะเสียงในสภา ถือว่ามีเสถียรภาพยิ่งกว่าอยู่รอดปลอดภัย แต่จะสามารถเดินหน้ารัฐนาวาพรรคร่วมรัฐบาลสีน้ำเงิน ได้ครบวาระ 4 ปีหรือไม่นั้น ไม่ใช่แค่ความเข้มแข็งทางการเมืองผ่านเสียงสนับสนุนรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

แต่รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างผลงานแก้ปัญหาให้กับประชาชน ผ่านนโยบายต่างๆ ทั้งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง อันมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาราคาพลังงานโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง เป็นประเทศรายได้สูงในปี 2580 หรืออีก 12 ปีข้างหน้า

จีดีพีของประเทศเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ตลอดจนการแก้ปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติด ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ต่อการเดินหน้าประเทศนับจากนี้