กู้วิกฤตศรัทธาใน 100 วัน รบ.เร่งปั๊มผลงานคุณภาพ

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินภายใน 3 เดือนแรก จะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อย่างไร

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มิได้เกิดขึ้นในห้วงเวลาปกติของการเมืองไทย หากแต่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเชิงโครงสร้างที่รัฐไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเสถียรภาพทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนสมดุลอันเปราะบาง ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือวิกฤตความเชื่อมั่น ซึ่งมิได้เกิดจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความรู้สึกของสังคมว่ากติกาไม่เท่าเทียม และรัฐไม่ยืนอยู่ข้างประชาชนในยามวิกฤต

ในบริบทเช่นนี้ 3 เดือนแรก หรือ 100 วันแรกจึงเป็นมากกว่าช่วงเวลาเริ่มต้น หากแต่เป็นสนามทดสอบความชอบธรรมเชิงผลงานที่เข้มข้นที่สุด รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่าอำนาจที่ได้มาสามารถแปรเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง มิใช่เพียงรับรู้ผ่านคำแถลงซึ่งในสายตาประชาชนเป็นเพียงพิธีกรรมตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

หากจัดลำดับความเร่งด่วนของปัญหาโดยยึดผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นแกน จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า วิกฤตเศรษฐกิจและปากท้องยังคงเป็นโจทย์อันดับหนึ่ง และเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะสั้นโดยตรง ความสามารถของรัฐบาลจึงต้องวัดจากการทำให้ชีวิตประจำวันของประชาชนเบาขึ้นจริงท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนสะสมและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการเชิงนโยบายต้องมีลักษณะกินได้จริง ไม่ใช่เพียงฟังดูดี ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนนโยบายคนละครึ่งพลัส การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน ไปจนถึงการเร่งรัดกฎหมายงบประมาณเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินลงสู่กลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

Advertisement

แน่นอนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่ารัฐจะอัดฉีดเม็ดเงินได้มากเพียงใด หากแต่อยู่ที่เม็ดเงินนั้นถูกมองว่าเป็นธรรมเพียงใด หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดำเนินไปท่ามกลางข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำมันหรือความสัมพันธ์กับทุนพลังงาน

ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจย่อมไม่สามารถแปรเป็นความเชื่อมั่นได้ เพราะในทางการเมือง ความรู้สึกต่อความเป็นธรรมมีน้ำหนักเหนือกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเสมอ

ขณะเดียวกัน ปัญหายาเสพติดและภัยสังคม การหลอกลวงออนไลน์ ได้กลายเป็นโจทย์อันดับสองที่มีนัยสำคัญเชิงการเมืองไม่แพ้กัน เพราะกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง ซึ่งเชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นในรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในบริบทที่อาชญากรรมไซเบอร์และยาเสพติดแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของประชาชนจึงไม่ได้อยู่ที่นโยบาย หากแต่อยู่ที่ความสามารถของรัฐในการควบคุมสถานการณ์

รวมถึงการที่คนในรัฐบาลต้องระวังการถูกโยงกับเครือข่ายหลอกลวง หากรัฐไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้ในระยะสั้น ความไม่พอใจจะไม่หยุดอยู่ที่ความกลัว แต่จะขยายไปสู่คำถามต่อความสามารถในการปกครองของรัฐบาลเอง เพราะในโลกความเป็นจริง ความกลัวในชีวิตประจำวันมีพลังทางการเมืองมากกว่าความหวังในนโยบายระยะยาว

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป ปัญหาที่ท้าทายรัฐบาลมิได้มีเพียงสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น หากรวมถึงสิ่งที่ต้องแก้ด้วย กล่าวคือชุดวิกฤตที่กัดกร่อนศรัทธาอย่างเป็นระบบถูกกระโจนใส่ทั้งด้านสิ่งที่ต้องทำกับสิ่งที่ต้องแก้ โดยเฉพาะข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส ความเป็นธรรม และหลักนิติธรรม

โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานและข้อครหาเรื่องการกักตุนน้ำมันในช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2569 สะท้อนความผิดปกติที่อาจเชื่อมโยงกับการรู้ล่วงหน้านโยบายรัฐ ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงน้ำมันหายไปเท่าใด ความสงสัยเรื่องทุนพลังงานจึงกลายเป็นจุดเสื่อมศรัทธา และเมื่อความสงสัยดังกล่าวฝังตัวอยู่ในสังคม ต้นทุนที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นต้นทุนทางความเชื่อมั่นของรัฐบาลด้วย

กรณีที่ดินเขากระโดง นี่จะเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตหลักนิติธรรม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความรู้สึกไม่เท่าเทียมระหว่างประชาชนกับกลุ่มผลประโยชน์ในพรรครัฐบาล ซึ่งกำลังกัดกร่อนความชอบธรรมของรัฐอย่างช้าแต่ลึก เป็นสนิมจากภายในที่ยากต่อการฟื้นฟูทั้งในระยะสั้นระยะยาว

และประเด็นสภาสีน้ำเงินสะท้อนปัญหาระบบถ่วงดุลอำนาจ และเปิดพื้นที่ให้เกิดข้อวิจารณ์เรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ขณะที่ปัญหากองทุนประกันสังคมก็เชื่อมโยงไปสู่คำถามเชิงโครงสร้างว่า รัฐไทยสามารถเป็นหลักประกันชีวิตให้กับประชาชนได้จริงหรือไม่

เมื่อรวมกับดัชนีการรับรู้การทุจริตที่ลดลงต่ำสุดในรอบหลายปี ภาพรวมจึงไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้น หากแต่เป็นรัฐที่ความน่าเชื่อถือกำลังถดถอยทั้งในสายตาภายในและภายนอก และในทางการเมือง ภาวะเช่นนี้คือการสูญเสียทุนความชอบธรรมที่อันตรายยิ่งกว่าวิกฤตเชิงนโยบายใด

ดังนั้น 100 วันแรกของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการเร่งสร้างผลงานเชิงปริมาณ หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงคุณภาพว่า รัฐบาลจะยืนอยู่ข้างใครระหว่างโครงสร้างอำนาจเดิม กับความคาดหวังใหม่ของสังคม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว หากต้องเรียงลำดับความสำคัญของภารกิจเร่งด่วนในช่วง 3 เดือนแรกโดยยึดการฟื้นศรัทธาเป็นเกณฑ์ สามารถจัดลำดับได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ

อันดับที่ 1 วิกฤตเศรษฐกิจและปากท้อง ต้องทำให้ประชาชนพออยู่ได้โดยทันที

รัฐบาลต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในระยะสั้น ผ่านมาตรการที่ลดภาระจริงและถึงมือจริง แต่แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงิน หากแต่อยู่ที่ความเชื่อว่าเงินนั้นเป็นธรรม เพราะหากยังมีข้อครหาเรื่องทุนและผลประโยชน์ ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถแปรเป็นทุนทางการเมืองได้

อันดับที่ 2 ปัญหายาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ และความปลอดภัย ต้องทำให้ความกลัวลดลงอย่างเป็นรูปธรรมรัฐต้องแสดงศักยภาพในการควบคุมสถานการณ์ให้ปรากฏในชีวิตประจำวันของประชาชน เพราะหากความไม่ปลอดภัยยังคงอยู่ คำถามจะไม่หยุดอยู่ที่อาชญากรรม แต่จะลามไปสู่ความสามารถในการใช้อำนาจรัฐโดยรวม

อันดับที่ 3 วิกฤตความน่าเชื่อถือของรัฐ ต้องทำให้เห็นว่ากติกาเดียวกันถูกใช้กับทุกคน รัฐบาลต้องเลือกกรณีที่สังคมจับตาและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะในทางการเมือง สิ่งที่ฟื้นศรัทธาได้เร็วที่สุดไม่ใช่คำอธิบาย หากคือการบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอำนาจ

กล่าวโดยสรุป 3 เดือนแรกของรัฐบาลมิใช่ช่วงเวลาแห่งการทดลองงาน หรือทดลองนโยบาย หากแต่เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลสามารถทำให้ประชาชนพออยู่ได้ รู้สึกปลอดภัย และเชื่อว่ารัฐยุติธรรม ศรัทธาจะเริ่มฟื้นคืนแม้ในบริบทที่เปราะบาง

แต่หากทำได้เพียงประคองเศรษฐกิจโดยไม่แตะความกลัวและความไม่เป็นธรรม และไม่ตัดเนื้อร้ายทิ้ง สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่การสร้างความชอบธรรม

หากแต่เป็นเพียงการยื้อเวลา โดยเวลาไม่เคยเป็นทรัพยากรที่เป็นกลาง หากเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ เกี่ยวโยงกับเรื่องเศรษฐกิจทั้งสิ้น เพราะเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับการเมือง มันการเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนสังคม ซึ่งภาวะเศรษฐกิจก็เชื่อมโยงเข้ากับภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องหลักที่ส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย เป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงสงครามการค้าที่สหรัฐทำกับประเทศอื่นทั่วโลก ซึ่งถือเป็น 2 เรื่องหลักที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย โดยรัฐบาลต้องหาทางแก้ไขเพื่อรองรับผลกระทบให้ได้มากที่สุด

อ้างอิงข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1.สมมุติว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในระยะสั้นและราคาสินค้าพลังงานเพิ่มขึ้นปานกลางที่ 19% ในปี 2569 นี้ จะทำให้การเติบโตของโลกอยู่ที่ 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนไปจากแนวโน้มการลดลงของเงินเฟ้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 2.ฉากทัศน์เลวร้าย หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนานขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานเสียหายเพิ่มเติม ราคาพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นรุนแรง ความคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น และสภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น การเติบโตจะลดลงเหลือ 2.5% ในปีนี้ เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% และ 3.ฉากทัศน์ที่รุนแรง หากการหยุดชะงักลากยาวไปถึงปี 2570 ความคาดการณ์เงินเฟ้อขาดเสถียรภาพ และสภาวะทางการเงินตึงตัวอย่างรุนแรง การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า เงินเฟ้ออาจสูงเกิน 6%

จากการประเมินมองว่า ฉากทัศน์ที่ 1 ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ แม้สถานการณ์คลี่คลายลงแต่ไทยยังต้องเผชิญวิกฤต โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ที่ 80-90 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนหน้ากว่า 30-40% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยการที่รัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อมด้านเสถียรภาพน้ำมันไว้ 110 วัน ถือว่ามีการสำรองที่มากเพียงพอ แต่จากการตรวจสอบโครงสร้างพบว่ามีประมาณ 30 วันที่ยังอยู่ในกระบวนการขนส่ง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและเป็นจุดที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการให้เป็นหลักประกันที่แท้จริง

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายใต้ฉากทัศน์แรกอาจส่งผลให้จีดีพีไทยขยายตัวเพียง 1.3-1.4% เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับที่ไอเอ็มเอฟประเมินว่า ไทยจะเติบโต 1.5% รั้งท้ายภูมิภาคเดียวกัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นไปถึง 2-3% ซึ่งสภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูงเช่นนี้เรียกว่า ภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังมีความกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากรัฐบาลมีรายจ่ายสูงแต่รายรับยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้หนี้สาธารณะมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 70% และการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเกินกว่า 4% ซึ่งถือเป็นจุดอันตรายต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

รัฐบาลไม่ควรแก้ไขปัญหาเพียงเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องถือโอกาสนี้ ปรับโครงสร้างนโยบายพลังงานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันไทยพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศสูงถึง 85% และพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 50% ข้อเสนอแนะคือต้องกระจายแหล่งพลังงาน สร้างพลังงานภายในประเทศ และเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทน

รวมถึงการตรวจสอบค่าการตลาดและค่าการกลั่นที่อาจสูงเกินความเป็นจริงเพื่อลดภาระประชาชน เนื่องจากปัญหาที่สำคัญในตอนนี้คือ วิกฤตเอสเอ็มอี และหนี้ครัวเรือนที่สะสมกลายเป็นภาวะใกล้จุดระเบิด ที่ต้องระวังในภาคสังคม เพราะปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือ การสะสมของหนี้ครัวเรือนและวิกฤตหนี้เอสเอ็มอี ซึ่งยืดเยื้อมายาวนาน
หากรัฐบาลยังคงเน้นเพียงการช่วยเหลือเบื้องต้น อาทิ การผ่อนปรนดอกเบี้ยหรือการกู้ยืม โดยไม่ช่วยให้ธุรกิจรอดพ้นด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงตามความต้องการของโลก ปัญหานี้จะจุดติดเป็นระเบิดนำไปสู่วิกฤตสังคมได้ในที่สุด

การแก้ไขปัญหาความอยู่รอดของเอสเอ็มอีไทย ไม่ใช่แค่การลดต้นทุนหรือนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการอัพสกิล เพิ่มทักษะของผู้ประกอบการ รวมถึงแรงงานในภาคการผลิตด้วย เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับสินค้าเป้าหมาย อาทิ เกษตรอัจฉริยะ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อให้สินค้าไทยตอบสนองความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ประเทศไทยมีเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 5% อย่างที่เคยทำได้ในอดีต และรัฐบาลก็พยายามวางเป้าหมายให้ไปถึงจุดนั้น แต่จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม

โดยมาตรการแก้ปัญหาในระยะสั้น ต้องประคองค่าครองชีพก่อน โดยรัฐบาลยังคงต้องใช้เครื่องมือต่างๆ อาทิ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ภาษี และข้อกฎหมาย เพื่อควบคุมราคาพลังงานไม่ให้สูงเกินไป รวมถึงการขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าและใช้กลไกของร้านค้าธงฟ้าเพื่อกระจายสินค้าราคาประหยัดให้ถึงมือกลุ่มเปราะบางและภาคเกษตรกรรม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น