ทศวรรษที่ผ่านไปของข้อตกลงปารีส กับการสร้าง ‘จีนสวยงาม’ ของจีน 

ทศวรรษที่ผ่านไปของข้อตกลงปารีส กับการสร้าง ‘จีนสวยงาม’ ของจีน 

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปี ที่ข้อตกลงปารีสมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุดในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ กัลป์ลาเกอร์ บริษัทบริหารความเสี่ยงระดับโลก เผยว่า ในปี 2025 มูลค่าความเสียหายโดยตรงจากภัยธรรมชาติทั่วโลกสูงถึง 296,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายงานของโกลบอลคาร์บอนบัดเจทระบุว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38,100 ล้านตันในปีเดียวกัน จากการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.1% และความเข้มข้นของก๊าซดังกล่าวในชั้นบรรยากาศสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 52%

ภายใต้สถานการณ์ที่ความพยายามระดับโลกยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขวิกฤต จีนดำเนินมาตรการเชิงปฏิบัติเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้ให้คำมั่นต่อประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก เมื่อ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายน 2020 ว่า จีนจะยกระดับความมุ่งมั่นเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDCs) โดยจะดำเนินนโยบายและมาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ถึงจุดสูงสุดก่อนปี 2030 รวมถึงบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060

และเสริมว่า มนุษยชาติควรเริ่มต้นการปฏิวัติสีเขียว และเร่งดำเนินการเพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาและวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้โลกของเราเป็นสถานที่ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน มนุษยชาติไม่อาจเพิกเฉยต่อคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากธรรมชาติได้อีกต่อไป และไม่ควรดำเนินตามแนวทางเดิมที่มุ่งแสวงหาทรัพยากรโดยไม่ลงทุนในการอนุรักษ์ ขับเคลื่อนการพัฒนาโดยแลกกับการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรโดยปราศจากการฟื้นฟู

ถ้อยแถลงนี้เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนแนวคิด น้ำใสภูเขาเขียวเป็นดั่งภูเขาทองภูเขาเงิน ของประธานาธิบดีสี ที่ชี้ว่า ระบบนิเวศเป็นทรัพยากรที่มีค่า การพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงต้องขับเคลื่อนควบคู่กันไปอย่างสมดุล และเอ่ยว่า การทำลายระบบนิเวศและมลพิษส่งผลกระทบทั้งต่อความยั่งยืนของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงสุขภาพของประชาชนด้วย ทั้งยังเคยเอ่ยว่า การส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นข้อกำหนดสำคัญของแนวทางการพัฒนาของจีน

Advertisement

“มนุษยชาติต้องเคารพ ปกป้อง และผลักดันการพัฒนาในลักษณะปรองคองกับธรรมชาติ มิฉะนั้น ธรรมชาติจะตอบโต้ นี่เป็นกฎที่ทุกคนควรยึดถือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน การทำร้ายธรรมชาติย่อมก่อให้เกิดผล ซึ่งจะย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในที่สุด” สีกล่าว

เมื่อเดือนกันยายน 2025 ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประธานาธิบดีสี ประกาศเป้าหมาย NDCs ใหม่ของประเทศ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในระดับเศรษฐกิจลง 7-10% จากระดับสูงสุดภายในปี 2035 เพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลในโครงสร้างพลังงานรวมให้มากกว่า 30% ขยายพลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากกว่า 6 เท่าของปริมาณในปี 2020 เพิ่มปริมาณทรัพยากรป่าไม้รวมให้มากกว่า 24,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งเสริมให้ยานยนต์พลังงานใหม่เป็นกระแสหลักของการใช้รถยนต์ ขยายเขตตลาดซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติให้ครอบคลุมภาคส่วนที่มีการปล่อยสูง และสร้างสังคมที่ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

พร้อมกล่าวว่า  เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างเต็มที่ของจีนในการดำเนินการภายใต้กรอบของข้อตกลงปารีส การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยทั้งความพยายามอย่างจริงจังและต่อเนื่องของจีนเอง ควบคู่กับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้างและเกื้อหนุน ทั้งนี้ จีนมีเจตจำนงและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณี

ขณะที่สมุดปกขาวแผนการและแนวทางของจีนในการปล่อยคาร์บอนแตะระดับสูงสุดและความเป็นกลางทางคาร์บอน เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงแนวคิดความผูกผันระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ของจีน ตลอดจนความยั่งยืนของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และความเป็นกลางทางคาร์บอนมีความสำคัญในการลดแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้จีนสามารถรักษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ผนวกกับเป็นการตอบสนองต่อความปรารถนาของประชาชนที่เพิ่มขึ้นในการมีสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม ส่งเสริมความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมศาสตร์ เป็นพันธะเชิงรุกในการแสดงถึงความรับผิดชอบของจีนในฐานะประเทศใหญ่ และเพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ

ปัจจุบัน จีนยกเลิกการอนุมัติโครงการที่ใช้พลังงานและปล่อยก๊าซในปริมาณมาก หรือใช้เทคโนโลยีล้าสมัย แต่กำลังสนับสนุนการจัดตั้งสวนอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในพื้นที่ที่เอื้อต่อการดำเนินการ สร้างสวนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเร่งส่งเสริมการใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ รวมถึงทรัพยากรหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อการพัฒนาแบบสีเขียว โดยส่งเสริมการก่อสร้างทางหลวง ทางอากาศ และทางน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างการพัฒนาแบบสีเขียวและอัจฉริยะของสถานี สนามบิน และท่าเรือที่สร้างใหม่ ไปจนถึงเร่งสร้างระบบขนส่งที่ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติ

โดยจีนได้ส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบที่ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศอย่างแข็งขัน ค่าเช่าจักรยานสาธารณะมีราคาที่ถูกมาก เพียงแค่ประมาณ 1.5 หยวน (ประมาณ 7 บาท) ต่อ 30 นาที หรือ 20 หยวน (ประมาณ 95 บาท) สำหรับบัตรรายเดือนเท่านั้น อีกทั้ง ในหลายเมืองใหญ่ก็มีการสร้างเลนจักรยานโดยเฉพาะ ช่วยอำนวยความสะดวกและยิ่งกระตุ้นให้ประชาชนใช้จักรยานมากขึ้น ขณะที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินและขนส่งสาธารณะอื่นๆ ยังมีราคาที่ย่อมเยามากเช่นกัน

จีนยังสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2025 จีนเป็นผู้นำโลกในด้านรถไฟฟ้าในเมือง มีสายรถไฟฟ้าในเมือง 330 สาย เปิดให้บริการรวมระยะทางกว่า 11,000 กิโลเมตร และภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2025 จำนวนสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเกือบถึง 17.35 ล้านแห่ง เพิ่มขึ้น 10 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ที่ เขตอี้จวง กรุงปักกิ่ง มีการให้บริการรถโดยสารไร้คนขับแบบไฟฟ้า (EV) ที่ปลอดควันไอเสีย ความสามารถในการขับขี่โดยอิงข้อมูลจราจรที่แม่นยำช่วยลดระยะทางที่ไม่จำเป็น รวมถึงลดการเร่งหรือหยุดอย่างกะทันหัน ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงาน และช่วยเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวให้กลายเป็นเขตสีเขียวในเมืองหลวง นับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงอนุรักษ์

ขณะเดียวกัน มณฑลฝูเจี้ยน ดำเนินตามแนวทางการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไซน่าเดลี่รายงานว่า ฝูเจี้ยนรักษาอัตราการปกคลุมด้วยป่าไม้สูงสุดในประเทศจีนต่อเนื่องถึง 47 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 65.85% ลุ่มน้ำสำคัญทั้งหมดมีคุณภาพน้ำดีเยี่ยม และคุณภาพอากาศก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ

ในขณะนี้ทางมณฑลกำลังขยายการผลิตอุตสาหกรรมสีเขียว โดยเพิ่มการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน พร้อมกับปรับโครงข่ายพลังงานสู่การผสมผสานของพลังงานลม แสงอาทิตย์ ไฮโดรเจน และนิวเคลียร์ การพัฒนาของมณฑลยึดโยงกับโครงการป่าไม้สี่แหล่งกักเก็บ ซึ่งในปี 2025 มีการปลูกป่าเพิ่ม 68,933 เฮกตาร์  และสร้างฐานเศรษฐกิจจากป่าไม้ 292 แห่ง สร้างรายได้กว่า 100,000 ล้านหยวน

สวนอนุรักษ์นิเวศชายฝั่งป่าชายเลนเซียตันเว่ย ในเมืองเซี่ยเหมิน เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในเรื่องการยกระดับคุณภาพระบบนิเวศของฝูเจี้ยน โดยมีการพัฒนาพื้นที่อ่าวถงอัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นเพียงแค่ดินโคลนที่มีหอยนางรมและปลาซุกซ่อนอยู่ตามซอกหินที่เต็มไปด้วยน้ำเสีย แต่หลังจากที่มีการบูรณะและพัฒนาแล้วนั้น พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นสวนเชิงนิเวศชายเลนที่สร้างขึ้นด้วยมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑล

ตามรายงานของโกลบอลไทม์ การศึกษาของมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินและมหาวิทยาลัยจี๋เหม่ยระบุว่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนการฟื้นฟู จำนวนสายพันธุ์รวมของปลาเพิ่มขึ้น หอย และสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า โดยมีมวลชีวภาพของปลาเพิ่มขึ้น 2.99 เท่า หอย 4.76 เท่าและสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง 1.19 เท่า

ทะเลสาบหยุนตัง เป็นอีกหนึ่งเรื่องราว ในช่วงทศวรรษ 1980 เนื่องจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในพื้นที่โดยรอบ ทะเลสาบจึงถูกปนเปื้อนอย่างหนักจากน้ำเสียและขยะ การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นเมื่อประธานาธิบดีสี ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมิน เสนอแผนฟื้นฟูทะเลสาบ

โดยได้มีดำเนินมาตรการขุดลอกตะกอน โรงงานที่ก่อมลพิษสูง และสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้สามารถควบคุมมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศของทะเลสาบ ยังมีการติดตั้งท่อเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำระหว่างทะเลสาบกับทะเลใกล้เคียง และนำตะกอนโคลนที่ขุดขึ้นมาจากก้นทะเลสาบไปสร้างเป็นเกาะเล็กๆ ภายในทะเลสาบ ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำ โดยในปัจจุบัน สามารถเห็นนกน้ำมากกว่า 80 ชนิดในบริเวณทะเลสาบด้วย

มณฑลฝูเจี้ยนยังเป็นแหล่งกำเนิดของ ANTA Sports แบรนด์สินค้าชั้นนำกีฬาของจีน ซึ่งได้ประกอบธุรกิจด้วยการนำวัสดุรีไซเคิล เช่น ขวดน้ำพลาสติก มาใช้เป็นวัสดุทำรองเท้าโดยเฉลี่ยมากกว่า 75% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ทางองค์กรได้รับการยอมรับอย่างโดดเด่นในการผลักดันแนวปฏิบัติ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และได้รับประเมินระดับ A จาก CDP ซึ่งเป็นเป็นองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ด้านข้อมูลการจัดการสิ่งแวดล้อม และได้รับการจัดให้อยู่ในรายชื่อ CDP Climate Change A List ซึ่งมีประมาณ 2% ของบริษัททั่วโลก

นอกจากนั้น สินค้าสุขภัณฑ์ของ JOMOO ยังผลิตในโรงงานไร้แสงไฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแห่งแรกของโลก สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าและน้ำ รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซได้เป็นจำนวนมาก ขณะที่บริษัท QGM ผลิตเครื่องทำอิฐ Zenith ที่ใช้พลังงานต่ำ และสามารถใช้วัสดุรีไซเคิลได้ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของธุรกิจสู่ความยั่งยืนที่มั่นคง

ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสีเขียวยังคงเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายจีน ที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับรองแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 ซึ่งกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศในช่วงปี 2026–2030 โดย นโยบายจีนสวยงาม ถูกวางให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก

นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า จีนตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลง 17% เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรมสำคัญ พร้อมกันนี้ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสีเขียว ได้มีการเสนอ 18 โครงการเพื่อให้การปล่อยคาร์บอนถึงจุดสูงสุด บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งเสริมการอนุรักษ์ รวมถึงฟื้นฟูระบบนิเวศ ขณะที่นายจ้าว หลง ผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน เปิดเผยว่า โครงการสีเขียวและคาร์บอนต่ำเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญสำหรับ 5 ปีข้างหน้า

จีนมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่เพียงแต่ภาครัฐที่ผลักดันการสร้าง จีนสวยงาม ซึ่งส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ภาคธุรกิจก็เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันด้วย ผลลัพธ์จากนโยบายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในจีน แต่ส่งผลกระทบต่อโลกโดยรวม ไม่เพียงช่วยเร่งให้เกิดการบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส ทว่า ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ ร่วมมือกันสร้างโลกที่สวยงามเช่นกัน