
รายงานฉบับใหม่ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) และ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 เมษายน ระบุว่า ความร้อนจัดกำลังผลักให้ระบบเกษตรและอาหารทั่วโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤต ซึ่งคุกคามความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วโลก
รายงานระบุว่า ปัจจุบัน คลื่นความร้อนเกิดถี่ขึ้น รุนแรงมากขึ้นและยาวนานมากขึ้น สร้างความเสียหายให้กับพืชผล ปศุสัตว์ ประมงและป่าไม้เป็นอย่างมาก
“ความร้อนจัดกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเพาะปลูกและช่วงเวลาที่เกษตรกร ชาวประมงและผู้ปลูกป่าสามารถเพาะปลูกได้ ในบางกรณียังกำหนดด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะยังสามารถทำงานต่อไปได้หรือไม่” คาเวห์ ซาเฮดี หัวหน้าสำนักงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของ FAO กล่าวและว่า แกนสำคัญของรายงานนี้กำลังบอกว่าเรากำลังเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนอย่างยิ่ง
ข้อมูลสภาพภูมิอากาศเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนกำลังเร่งตัวขึ้น โดยปี 2025 จัดเป็น 1 ใน 3 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น โดยความร้อนจัดเป็นตัวเร่งความเสี่ยง ที่ทำให้ภัยแล้ง ไฟป่าและการระบาดของศัตรูพืชรุนแรงขึ้น และทำให้พืชผลการเกษตรลดลงอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเกินเกณฑ์วิกฤต
รายงานระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังลดขอบเขตความปลอดภัยที่พืช สัตว์ และมนุษย์ต้องพึ่งพาในการดำรงชีวิตลง โดยผลผลิตของพืชผลหลักส่วนใหญ่จะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงเกินประมาณ 30 องศาเซลเซียส (86 องศาฟาเรนไฮต์)
ซาเฮดี ยกตัวอย่างของประเทศโมร็อกโก ซึ่งประสบภัยแล้งติดต่อกัน 6 ปี ตามมาด้วยคลื่นความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ผลผลิตธัญพืชลดลงกว่า 40% และทำลายผลผลิตมะกอกและพืชตระกูลส้มอย่างสิ้นเชิง
คลื่นความร้อนในทะเลยังเกิดขึ้นบ่อยเช่นกัน ทำให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลงและคุกคามปริมาณปลาในทะเล ในปี 2024 พื้นที่มหาสมุทรทั่วโลกถึง 91% ประสบกับคลื่นร้อนในทะเลอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
รายงานระบุอีกว่า ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อภาวะโลกร้อนเร่งตัวขึ้น โดยคาดว่าความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับสภาพอากาศร้อนจัดจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าโดยประมาณเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส และเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งซาเฮดีกล่าวว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะทำให้พืชผลหลัก 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว ถั่วเหลืองและข้าวสาลี มีผลผลิตลดลงประมาณ 6%
FAO และ WMO ชี้ด้วยว่าการตอบสนองต่อปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นไม่เพียงพอ พร้อมกับเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลความเสี่ยงที่ดีขึ้นและมีระบบเตือนภัยสภาพอากาศล่วงหน้า เพื่อช่วยให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถดำเนินการป้องกันได้ ตลอดจนการประสานงานกันอย่างจริงจังเพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ




