
รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ย้ำจุดยืนต่อปักกิ่ง-วอชิงตัน เส้นทางเดินเรือช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ต้องคงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพสำหรับทุกประเทศ ระบุไม่ร่วมวงความพยายามขัดขวางหรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง พร้อมเตือนความขัดแย้งสหรัฐ-จีนในแปซิฟิกอาจรุนแรงกว่าวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เผย 3 ประเทศชายฝั่งเห็นพ้องรักษาผลประโยชน์ร่วมทางการค้าเสรี
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญจากบริบทสงครามในอิหร่าน จะต้องคงไว้ซึ่งเสรีภาพสำหรับทุกประเทศ โดยสิงคโปร์ไม่สนับสนุนความพยายามใด ๆ ในการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้
บาลากริชนันกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า สิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา รับประกันไว้สำหรับทุกคน โดยสิงคโปร์จะไม่เข้าร่วมกับความพยายามใด ๆ ก็ตาม เพื่อปิดกั้น ขัดขวาง หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในภูมิภาค
บาลากริชนันยังระบุว่า ข้อความดังกล่าวถูกส่งไปยังปักกิ่งและวอชิงตันแล้ว โดยเมื่อถูกถามว่า สิงคโปร์เคยถูกกดดันจากประเทศอื่น ๆ ให้เปลี่ยนแปลงจุดยืนหรือไม่ รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์กล่าวว่า ยังไม่เคย แต่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ช่องแคบมะละกามีพรมแดนติดกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นเส้นทางการค้าสำคัญสำหรับพลังงานและสินค้าต่าง ๆ เชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่นเดียวกับช่องแคบฮอร์มุซ คลองสุเอซ และคลองปานามา
เนื่องจากกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งมีฐานทัพตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ทำการลาดตระเวนในบริเวณช่องแคบมะละกาอยู่เป็นประจำ ทำให้บรรดาผู้นำของจีนระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นจุดอ่อนหากเกิดสถานการณ์สงคราม และถูกเรียกว่า “วิกฤตการณ์มะละกา” (Malacca Dilemma)
ทั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่งพยายามลดการพึ่งพาพลังงานจากเส้นทางช่องแคบมะละกา ผ่านการสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ผ่านเมียนมาและที่มาจากรัสเซีย รวมถึงเร่งผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน และการเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า
เมื่อกล่าวถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน บาลากริชนันกล่าวว่า ความอันตรายหลักคือความสัมพันธ์จะแตกหัก โดยหากสองฝ่ายก่อสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิก สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้จะเป็นเพียงแค่การซ้อมใหญ่เท่านั้น
บาลากริชนันกล่าวทิ้งท้ายว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างเห็นพ้องต้องกันในการรักษาระบบการค้าเสรีในช่องแคบมะละกา โดยทั้งสามประเทศต่างมีเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ และต่างรู้ดีว่าการรักษาเส้นทางเดินเรือนี้ให้เปิดกว้าง คือผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะพบเห็นได้ทั่วไป ในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ อีกหลายแห่งของโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




