หากพูดถึงประเทศที่เข้าถึงยากที่สุดในโลก หนึ่งในนั้นที่ทุกคนนึกถึงต้องมีประเทศเกาหลีเหนือ แทบไม่มีใครได้เห็นประเทศนี้ด้วยตาเนื้อว่าแท้จริงเป็นอย่างไร เพราะรัฐบาลเกาหลีเหนือปิดประเทศจากโลกภายนอกมานาน วิธีที่ใกล้เคียงในการดูความเป็นไปในเกาหลีเหนือและเข้าใจสถานการณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้-เกาหลีเหนือได้เห็นภาพที่สุด คือการไปเยี่ยมชมเขตปลอดทหาร หรือ Demilitarize Zone (DMZ) ที่เมืองพาจู จังหวัดคย็องกี ประเทศเกาหลีใต้
ผู้สื่อข่าว “มติชน” มีโอกาสเดินทางไปยัง DMZ ในห้วงการประชุมนักข่าวโลก (WJC 2026) ที่จัดโดยสมาคมนักข่าวเกาหลี (JAK) เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน เพื่อเจาะลึกสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนเกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงมรดกอันน่าเศร้าของสงครามที่แบ่งประเทศหนึ่งออกจากกันตราบจนทุกวันนี้

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องสถานที่ที่เปิดให้เยี่ยมชมได้ เราอาจต้องทำความเข้าใจก่อนว่า DMZ มีความเป็นมาอย่างไร ภายหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ หลังชาวเกาหลีมีความเห็นที่ไม่ตรงกันว่าเกาหลีควรปกครองด้วยระบบใด ระหว่างประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา หรือระบอบคอมมิวนิสต์แบบสหภาพโซเวียต
ความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์ในเวลานั้นทำให้สงครามเกาหลีเปิดฉากขึ้น หลังเกาหลีเหนือที่มีโซเวียตหนุนหลัง เปิดฉากเข้ารุกรานเกาหลีใต้ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 25 มิถุนายน 1950 ขณะที่เกาหลีใต้มีสหรัฐอเมริกาและกองกำลังจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พร้อมด้วยทหารจากหลายชาติรวมถึงประเทศไทย ร่วมสู้รบในสงคราม จนในที่สุดก็มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 โดยกำหนดให้จัดตั้งเขตปลอดทหาร หรือ DMZ ที่เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ จนเปรียบเสมือนเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ แม้สถานการณ์การสู้รบจะยุติลงไป แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการลงนามยุติสงคราม หมายความว่าสงครามเกาหลียังคงดำเนินต่อไปตราบจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ

การเดินทางไปเยี่ยมชม DMZ สามารถทำได้ด้วยการซื้อทัวร์เยี่ยมชม นั่งรถจากกรุงโซลไปยังเมืองพาจูใช้เวลาประมาณไม่ถึง 2 ชั่วโมง สถานที่แรกที่คณะผู้ร่วมการประชุมนักข่าวโลกไปลงพื้นที่คือ หอสังเกตการณ์โอดูซาน ที่นี่ผู้เยี่ยมชมสามารถเห็นการบรรจบกันของแม่น้ำฮันของเกาหลีใต้และแม่น้ำอิมจินของเกาหลีเหนือ รวมถึงมีกล้องส่องทางไกลที่สามารถมองเข้าไปในพื้นที่ชายแดนฝั่งเกาหลีเหนือ ซึ่งจะพบสิ่งปลูกสร้าง เช่น บ้านเรือน โรงงาน พิพิธภัณฑ์และรูปปั้นของเกาหลีเหนือ ความพิเศษของที่นี่คือเราสามารถมองเห็นเกาหลีเหนือได้ใกล้มากแค่อีกฝั่งของแม่น้ำแต่กลับอยู่คนละประเทศกัน
สถานที่ต่อมาคือ แคมป์กรีฟส์ อดีตค่ายทหารของกองทัพสหรัฐตั้งแต่ปี 1953 จนถึงปี 2004 ตั้งอยู่ห่างจาก DMZ เพียง 2 กิโลเมตร โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ฟื้นฟูแคมป์กรีฟส์ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านความมั่นคงและสันติภาพ ที่นี่จะเก็บสะสมชุดเครื่องแบบของทหารอเมริกันในช่วงสงครามเกาหลี พร้อมแผ่นป้ายที่บอกเรื่องเล่าของทหารอเมริกันในช่วงสงคราม สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดอาจเป็นหมวกกันน็อกเหล็กที่เต็มไปด้วยรูพรุนจากการถูกโดนสะเก็ดระเบิด ย้ำเตือนถึงความสูญเสียจากสงคราม


อีกสถานที่ที่น่าสนใจคือ JSA Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมภาพถ่ายหรือคลิปเสียงในช่วงสงครามเกาหลี หรือการพบกันระหว่างครอบครัวชาวเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ ที่พวกเขาได้พบกับญาติที่ถูกพลัดพรากและความเจ็บปวดที่พวกเขาจะต้องจากกันในที่สุด ไฮไลท์ของที่นี่คือห้องโทรศัพท์ที่รวมคลิปเสียงของบทสัมภาษณ์ทหารที่ผ่านสงครามเกาหลี คลิปเสียงข่าวทางวิทยุที่รายงานการเปิดฉากของสงครามเกาหลีในปี 1950 กับประโยคบนกำแพงที่เขียนว่า “The real victim of war is humanity” หรือ เหยื่อที่แท้จริงของสงครามคือมนุษยชาติ คงเป็นประโยคที่พูดแทนสงครามทั้งหมด
ชาวต่างชาติอาจมองปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในแง่มุมที่แตกต่างออกไป แต่หนึ่งสิ่งที่หลายคนอาจลืมนึกไปคือความเจ็บปวดของสงครามที่ทำให้ประเทศหนึ่งแยกออกจากกันและยังหาทางกลับมารวมประเทศไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ชาวเกาหลีใต้มากถึง 10 ล้านคนมีญาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีเหนือ แต่ไม่สามารถติดต่อหากันได้จากความสัมพันธ์ที่แตกร้าวซึ่งแบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นสองประเทศ หลายคนจากไปแบบเงียบๆ โดยไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันหรืออยู่ร่วมกันในวาระสุดท้ายของชีวิต

ในอดีตโลกอาจเคยเห็นการรวมชาติครั้งใหญ่มาแล้ว เช่น การรวมชาติระหว่างเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกในปี 1990 แต่ดูเหมือนว่าการรวมชาติระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนืออาจไม่เกิดขึ้นง่ายเหมือนกรณีของเยอรมนี มติชนได้สัมภาษณ์ชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งที่เดินทางร่วมทริปกับสมาคมนักข่าวเกาหลี ซึ่งพูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะระยะเวลาที่ทั้งสองประเทศในคาบสมุทรเกาหลีแยกออกจากกันกินเวลานานกว่าของเยอรมนี ทำให้ชาวเกาหลีในอดีตยังจำเวลาที่เกาหลีเคยเป็นประเทศเดียวกัน มีความคิดที่อยากจะรวมชาติเกาหลีให้กลับไปเหมือนเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาทยอยเสียชีวิตไปตามอายุขัย ทำให้ชาวเกาหลีใต้รุ่นใหม่ส่วนหนึ่งไม่ได้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องรวมชาติ อาจเพราะชินกับการที่เกาหลีแบ่งเป็น 2 ประเทศ ขณะที่เกาหลีใต้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ต่างจากเกาหลีเหนือกลับประสบปัญหาวิกฤตการเงินและความอดอยาก หากมีการรวมชาติขึ้นเกาหลีใต้อาจต้องแบ่งทรัพยากรจำนวนมากไปพยุงชาวเกาหลีเหนือ คนเกาหลีใต้เจนใหม่ที่โตมากับภาพจำว่าเกาหลีเหนือถือเป็นภัยกับเกาหลีใต้มาตลอดจึงมองว่าทำไมถึงต้องไปอุ้มคนที่ไม่เคยทำดีกับเรา
นานวันไป การรวมชาติระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จึงมีอุปสรรคยิ่งขึ้น รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่รัฐบาลของเกาหลีใต้มีจุดยืนในเรื่องเกาหลีเหนือไม่เหมือนกัน เช่น เกาหลีใต้ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล มีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ ทำให้ความสัมพันธ์ดำดิ่งลง แต่รัฐบาลชุดใหม่ของประธานาธิบดีอี แจมยอง ต้องการฟื้นคืนเรื่องการรวมชาติ แต่เกาหลีเหนือยังคงปฏิเสธความพยายามของผู้นำเกาหลีใต้ เพราะสายใยระหว่างกันถูกอดีตประธานาธิบดียุนพังทลายลงไปแล้ว การเปลี่ยนรัฐบาลที่มีแนวคิดไม่เหมือนกันในเช่นนี้ทำให้ประเด็นการรวมชาติแทบต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ทุกๆ 5 ปี

การเดินทางเยี่ยมชม DMZ ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของชาวเกาหลีมากขึ้น ชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมชมที่นี่อาจรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นเกาหลีเหนือ ดินแดนลึกลับที่โลกไม่อาจเข้าถึง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะรู้สึกเช่นนั้น แต่การไปยัง DMZ ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเจ็บปวด บาดแผลจากสงครามที่แบ่งแยกประเทศหนึ่งให้ออกจากกันมานานกว่า 70 ปี สร้างรอยร้าวในครอบครัวและในใจของผู้คนนับล้าน ที่อยู่ห่างกันแค่ข้ามฝั่งแม่น้ำแต่ไม่อาจกลับคืนเป็นครอบครัวเดียวกันได้
คงจะดีไม่น้อยหากมนุษย์เลือกสันติภาพและหลีกเลี่ยงการก่อสงคราม เพื่อไม่ให้ความสูญเสียและความแตกร้าวต้องเกิดขึ้นซ้ำรอยเหมือนบนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง




