
รมว.ต่างประเทศเผยผลเยือนเมียนมา ในด้านการค้าชายแดนเมียวดี-แม่สอด เตรียมเปิดด่านหลักเร็ว ๆ นี้ ด้านการลงทุน พาภาคเอกชนร่วมเจรจาลงทุน เชื่อว่าเมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้วจะพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไทยพร้อมช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ รวมถึงปัญหามลพิษและโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2026 กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่คลิปวิดีโอของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยภายหลังการเยือนเมียนมา เพื่อพบผู้นำคนสำคัญ ตั้งแต่ มิน อ่อง ลาย ประธานาธิบดีเมียนมา รองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีการหารือกันในหลายประเด็น รวมถึงประเด็นสำคัญด้านการค้า
นายสีหศักดิ์กล่าวถึงความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งไทยและเมียนมามีชายแดนร่วมกัน 2,400 กิโลเมตร ในด้านการค้าชายแดน ซึ่งหยุดชะงักลงจากการปิดด่านเมียวดี-แม่สอด ขณะนี้ทราบมาว่า กำลังจะเปิดด่านหลักที่แม่สอดเร็ว ๆ นี้ ซึ่งถ้าสามารถเปิดได้ ก็จะเป็นการส่งเสริมการค้าชายแดนที่มีสัดส่วนถึง 80% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ระหว่างไทย-เมียนมา
ส่วนของการค้าและการลงทุน ในการเดินทางเยือนเมียนมาครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ได้เชิญภาคเอกชนที่ทำธุรกิจในเมียนมาหลากหลายสาขา อาทิ ภาคการเกษตร วัสดุก่อสร้าง ภาคบริการ ธนาคาร และโรงพยาบาล ร่วมหารือกับรองประธานาธิบดีเมียนมา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสองฝ่าย
“เชื่อว่าเมื่อมีการตั้งรัฐบาล ก็จะมีการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายสีหศักดิ์กล่าวพร้อมย้ำว่า ไทยอยากเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาร่วมกับเมียนมา และพร้อมให้การช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ โดยภาคเอกชนไทยเองก็มีความสนใจลงทุนและมองเห็นถึงโอกาสในเมียนมา พร้อมระบุว่า เอกชนไม่เพียงสนใจในภาคการค้า แต่ยังสนใจภาคการผลิตด้วย เริ่มจากการผลิตภายใน และอาจขยายไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออกในอนาคต
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมายังมี ข้อจำกัดเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน การโอนเงิน และการนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งก็ได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยในที่ประชุมเพื่อให้เอกชนชี้แจงปัญหา โดยฝ่ายเมียนมาก็รับฟังด้วยดี ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ยังเสนอให้ความช่วยเหลือ ผ่านกรมพัฒนาความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีแผนให้ความช่วยเหลือในด้านของสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)
“ผมเชื่อว่า ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-เมียนมา คืออนาคตของทั้งสองประเทศ เพราะเขาก็เป็นตลาดที่ใหญ่ มีทรัพยากร เราต้องร่วมมือกัน หลายอย่างที่เราทำ เราตระหนักดีว่าต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนเมียนมา เพราะสันติภาพจะยั่งยืนก็ด้วยการพัฒนาความมั่งคั่ง” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์ยังได้หารือในประเด็นอื่น ๆ รวมถึง ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนับว่ามีความจำเป็น เพราะมีผู้ถูกบังคับไปทำงานจำนวนมาก โดยเมื่อปี 2025 มีการส่งเหยื่อแรงงานกลับกว่า 13,000 คน ทั้งนี้ขบวนการออนไลน์สแกมยังคงอยู่ได้ ก็เพราะประเทศไร้มนุษยธรรม อีกทั้งฝากถึงกัมพูชาขอให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย
ด้านปัญหามลพิษ ซึ่งในปี 2026 นี้สถานการณ์มลพิษทางอากาศในภาคเหนือของไทยค่อนข้างหนัก นายสีหศักดิ์ระบุว่า ฝ่ายเมียนมาอยากให้ความร่วมมือ ทั้งในกรอบทวิภาคี และการเจรจาสามฝ่ายรวมประเทศลาว ในปัญหาด้านมลพิษ ซึ่งไทยเองก็พร้อมให้ความร่วม และสนับสนุนอุปกรณ์ เทคโนโลยี แผนที่ และภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งสามารถแสดงเขตพื้นที่เสี่ยงได้ ด้านมลพิษทางน้ำ ฝ่ายไทยเสนอตั้งคณะทำงานร่วมกัน ซึ่งเมียนมาก็รับไว้พิจารณา
ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็น ไทยมีสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ เนด้า ที่ขณะนี้กำลังเข้ามาพัฒนาในเรื่องของสายส่งสัญญาณไฟฟ้าในนครย่างกุ้ง ซึ่งในอนาคต หากมีโครงการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานไทยก็พร้อมที่จะสนับสนุนเมียนมา
ด้านพลังงาน ขณะนี้ไทยอาศัยพลังงานแก๊สจากเมียนมาเพื่อผลิตไฟฟ้า แต่ต้องการขยายบทบาทของไทยในภาคพลังงาน ซึ่งทางปตท.สผ.มีความสนใจที่จะบุกเบิกแหล่งใหม่ ๆ โดยในตอนนี้มีแหล่งใหม่เช่น A6 ที่ใกล้จะตกลงร่วมลงทุนกันได้แล้ว ส่วนอีกแหล่งหนึ่งคือ M3 ซึ่งใช้ผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ และอีกแหล่งคือ M10
ทั้งนี้ ทางเมียนมาเปิดเผยต่อนายสีหศักดิ์ว่า ขณะนี้ ออง ซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ได้รับการดูแลอย่างดี โดยทางรัฐบาลเมียนมา ‘กำลังมีข้อพิจารณาที่ดี’ โดยแม้ไม่ไม่ได้มีการขยายความ แต่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเมียนมากำลังพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




