สีหศักดิ์ เยือนบรูไน ร่วมประชุม อาเซียน-EU มองมหาอำนาจกลางจะต้องร่วมมือเพื่อรักษาระเบียบโลก

เมื่อวานนี้ (27 เมษายน) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป ซึ่งมีกำหนดการจัดขึ้นในวันนี้ (28 เมษายน) ตามคำเชิญของฝ่ายบรูไน ซึ่งทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สหภาพยุโรป ในปัจจุบัน

เมื่อวานนี้ นายสีหศักดิ์ยังได้หารือทวิภาคีกับ “นางกายา กัลลัส” (Her Excellency Mrs. Kaja Kallas) ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์โลก อาทิ การส่งเสริมระบบการค้าเสรีพหุภาคี และการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างอาเซียน-สหภาพยุโรปในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาสากล

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้หารือทวิภาคีกับ นาย Artjoms Uršuļskis รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสาธารณรัฐลัตเวีย

Advertisement

รวมไปถึงการหารือทวิภาคีกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา

นายสีหศักดิ์เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสพูดคุยในเรื่องความสัมพันธ์กับทางฝั่งรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา รวมไปถึงการก้าวข้ามความขัดแย้งในปัจจุบัน ซึ่งไทยยังต้องการเห็นการหยุดยิงที่มีความยั่งยืนและหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถเดินหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยยืนยันว่าต้องมีความพยายามมากขึ้นที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน อาทิ การหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน และอีกหนึ่งประเด็นที่ฝ่ายไทยกังวล คือเรื่องการแถลงถ้อยแถลงต่างๆ ของฝ่ายกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศ ที่สวนทางกับเจตนารมณ์และความพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้นแล้วการหยุดยิงในพื้นที่ชายแดนควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการหยุดถ้อยแถลงของฝ่ายกัมพูชาที่ไม่ได้สร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์

วันเดียวกันนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจระหว่างเข้าร่วมงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ในช่วงค่ำ นายสีหศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงประเด็นต่างๆ โดยระบุว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรปในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ระเบียบโลกเดิม ที่นานาประเทศเคยยึดมั่นกำลังถูกบั่นทอนจากมหาอำนาจฝ่ายเดียว ซึ่งทั้งอาเซียนและสหภาพยุโรปหวังเช่นกันว่าสงครามจะยุติโดยเร็ว ขณะเดียวกันอาเซียนและสหภาพยุโรปยังต้องการเร่งให้เกิดความร่วมมือด้าน เศรษฐกิจสีเขียว การส่งเสริมพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียน รับมือกับผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางด้วย

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้อภิปรายถึงสถานการณ์ “ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ว่าอาเซียนเรียกร้องทุกฝ่ายแก้ไขด้วยการทูตเพื่อนำไปสู่การสงครามที่ยั่งยืน ซึ่งความมั่นคงด้านอาหารก็เป็นอีกประเด็นที่ได้รับผลกระทบจากสงครามนี้ด้วยเช่นกัน

นายสีหศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ middle power หรือมหาอำนาจขนาดกลาง จะต้องร่วมมือกันให้มากขึ้นเพื่อรักษาระเบียบโลกและเพราะเหตุนี้จึงเป็นเหมือนการกระตุ้นให้อาเซียนและสหภาพยุโรปกระชับความร่วมมือที่เน้นกติกา

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดถึงคือ การเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเป็น “ประธานอาเซียน” ในปี 2571 หรืออีก 2 ปีต่อจากนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า อาเซียนขณะนี้มีความสำคัญ ดังนั้นจึงต้องกระชับความร่วมมือระหว่างอาเซียนให้มากขึ้น ยิ่งสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนร่วมกับกติกาโลกถูกบั่นทอน อาเซียนต้องหันมามองพลังภายในของอาเซียน นั่นหมายถึงอาเซียนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลำดับต้นๆ อาเซียนยังควรมีการค้าขายระหว่างกันให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ภูมิภาคมีความมั่นคง ก็จะสามารถอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคอาเซียนสามารถคงไว้ซึ่งความน่าสนใจจากต่างชาติ

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า อาเซียนค่อนข้างเป็นภูมิภาคที่ปลอดความขัดแย้ง ดังนั้นอาเซียนควรใช้โอกาสนี้ทำให้อาเซียนมีความแข็งแกร่งในทุกด้าน เพื่อให้ภูมิภาคของเราสามารถรักษาพลวัตทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ และในช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้าก็ต้องทำให้ได้