ครม.เคาะแผนครุภัณฑ์ ‘สถาบันการแพทย์ศิริราชนานาชาติ’ วงเงิน 8.4 พันล้าน

ครม.เคาะแผนครุภัณฑ์ 'สถาบันการแพทย์ศิริราชนานาชาติ' วงเงิน 8.4 พันล้าน

ครม.อนุมัติแผนครุภัณฑ์ “สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ” ก่อนเปิดปี’75 วงเงิน 8,430 ล้านบาท มุ่งยกระดับไทยสู่ Medical Hub ด้วยเทคโนโลยีแพทย์ขั้นสูง

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติแผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีงบประมาณ 2570-2574 วงเงินรวม 8,430 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2575

โครงการนี้มีเป้าหมายให้สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ เป็นสถาบันการแพทย์ภาครัฐต้นแบบของประเทศ และเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub ที่ให้บริการด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับเหนือตติยภูมิ เทียบเท่ามาตรฐานสากล

สาระสำคัญคือ การจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง รวม 42 รายการ โดยเฉพาะครุภัณฑ์สำหรับศูนย์รังสีรักษาชนิดอนุภาค ได้แก่ เครื่องฉายรังสีชนิดลำแสงอนุภาคโปรตอน หรือ Proton Therapy และเครื่องบำบัดรักษามะเร็งด้วยเทคนิคการจับนิวตรอนโบรอน หรือ BNCT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาผลิตและติดตั้งเฉลี่ยประมาณ 4-5 ปี จึงจำเป็นต้องวางแผนจัดซื้อและติดตั้งล่วงหน้าให้สอดคล้องกับการก่อสร้างอาคาร

นอกจากนี้ ยังมีครุภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อรองรับศูนย์บริการรักษาระดับสูงและศูนย์การรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องฉายรังสีพร้อมระบบภาพนำวิถี เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมระบบจำลองภาพ และเครื่องเอกซเรย์เต้านมแบบดิจิทัลพร้อมระบบเจาะชิ้นเนื้อ

Advertisement

งบประมาณรวม 8,430 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 6,744 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,686 ล้านบาท โดยดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2570-2574 ในลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนครุภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง เข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีรังสีอนุภาคที่มีความแม่นยำสูง เพิ่มโอกาสการรักษา ลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง และยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ของประเทศ

Advertisememt

“นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบสาธารณสุขไทย ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ แต่คือการสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ให้คนไทยเข้าถึงการรักษาระดับโลก และผลักดันไทยสู่การเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง