
ยศชนัน ลงพื้นที่ ม.กาฬสินธุ์ มอบนโยบายเปลี่ยนเป็นเมืองแห่งการพัฒนา ชูเทคโนโลยีแก้จน ดันเป็นมหาลัยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เดินทางถึงอาคารเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัย
โดยได้เริ่มต้นจากการเดินเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการและการวิจัยที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยรวม 8 บูธ ประกอบด้วย ผลงานจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร คณะบริหารศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะศิลปศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา สถาบันวิจัยและพัฒนา รวมถึงบูธโครงการการขจัดความยากจนและการเลื่อนระดับสถานะทางสังคม จังหวัดกาฬสินธุ์

จากนั้นนายยศชนัน และคณะ ได้เดินทางไปยังห้องประชุมพยับหมอก เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป โดยมี นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวต้อนรับ จากนั้นเป็นการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยกับบทบาทการขับเคลื่อนอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” โดยนายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ตามด้วยการบรรยายถึงทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัย ภายใต้นโยบายด้านการอุดมศึกษาฯ เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
จากนั้นคณะผู้บริหารได้นำเสนอโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ตามนโยบายของกระทรวง อว. ซึ่งครอบคลุมการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในหลายมิติ ได้แก่ การผลักดันคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อผลิตกำลังคนด้านสุขภาพตอบสนองชุมชนและระบบบริการในภูมิภาค โครงการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ที่เป็นต้นแบบการจัดการศึกษาเชื่อมโยงชุมชน การชูหลักสูตรดนตรีและศิลปะการแสดงเพื่อพัฒนากำลังคนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น การพัฒนาพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดให้เป็นแหล่งเรียนรู้และอนุรักษ์ระบบนิเวศลุ่มน้ำปาว
การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะเพื่อบ่มเพาะสตาร์ทอัพยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาระบบงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยนวัตกรรมและการจัดการเชิงระบบ รวมถึงการนำเสนอโครงการซากดึกดำบรรพ์กาฬสินธุ์ เพื่อผลักดันมรดกธรรมชาติสู่การวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ ซึ่งดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นายยศชนัน กล่าวมอบนโยบายแก่คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงการพลิกโฉมบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยบริบทของการศึกษาไทย
โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเนี่ย เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ปัจจุบันหลายคนเกษียณแล้วก็อยากมาเรียน และอยากมาเรียนในสิ่งที่เขารักด้วยซ้ำ การทำหลักสูตรให้ลึกซึ้งจะดึงดูดคนหลากหลายช่วงอายุ ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้นักศึกษาฮะ จะเป็นคนที่ต้องการ upskill, reskill ต่างๆ เข้ามา
ถ้าวันนี้ท่านมีเรื่องเกี่ยวกับการโรงแรมต่าง ๆ มีเรื่องเกี่ยวกับ entrepreneur (ผู้ประกอบการ) การเปิดร้านค้า หลักสูตรแบบนี้ใครจะไม่อยากเรียน ในเมื่อเขาเรียนแล้วเขารวยขึ้น หากมหาวิทยาลัยทำไม่ได้ ก็ต้องดึงคนนอกที่ทำได้มาช่วยดูหลักสูตร หรือผู้ที่เกษียณไปแล้วแต่ประสบความสำเร็จให้เข้ามาช่วย
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญในการทำงาน คือการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร การที่อยู่ในระบบนิเวศที่ดี ถึงแม้เราจะขี้เกียจเนี่ย เราก็จะขยันไปในตัว โดยธรรมชาติเพราะระบบนิเวศเอื้อกับการทำบางสิ่งบางอย่าง ท่านต้องจับคนที่เขาเติมเต็ม value chain อยู่ด้วยกัน ในมิติของการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาความยากจน ต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่แยกขาดจากกันไม่ได้
ท่านจะมองเกี่ยวกับเรื่องทำยังไงให้มีเงินใช่ไหม แต่ทีนี้ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี มีเงินอย่างเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ คนไม่ค่อยมา การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องนี้เองเป็นเรื่องที่ทำให้บางท่านก็จนซ้ำซาก จนแล้วจนอีกอย่างนี้ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่แก้ไม่ได้ด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม
นายยศชนัน กล่าวว่า ในส่วนของการนำงานวิจัยมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งตอบโจทย์ชุมชนได้จริงมากกว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแต่ไม่แก้ปัญหา โดยยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนว่า
“ถ้าเกิดอุบัติเหตุเยอะๆ ท่านใช้ AI ไปวิเคราะห์ เอากล้องไปจับ มันก็ยังเยอะอยู่ดี ท่านเอาจ่าเฉยวางตัวเดียวน่าจะนิ่งๆ เหมือนตำรวจเป็นตุ๊กตาไว้ ไม่เกิดอุบัติเหตุอีกเลย นวัตกรรมล้ำๆ อาจจะช่วยในเรื่องพื้นที่ได้ แต่ไม่มากเท่าคนที่อยู่ในพื้นที่สามารถคิดและที่จะช่วยเรื่องนี้ได้” และขอให้นักวิจัยทำหน้าที่เป็นโค้ช ลงไปถามชุมชนว่าต้องการอะไร แล้วค่อยนำองค์ความรู้ไปช่วยสนับสนุน
“ถ้าเรามองว่าเราอยู่กาฬสินธุ์แล้วจะเสียเปรียบกรุงเทพฯ เพราะท่านมองว่ากรุงเทพฯ คือเมืองหลวงไง แต่ถ้าวันนี้ท่านมองว่ากาฬสินธุ์คือเมืองหลวง ท่านก็ไม่เสียเปรียบใคร เพราะท่านอยู่ศูนย์กลาง ท่านจะทำยังไงให้ท่านเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างได้ซึ่งหากทำได้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะดึงดูดผู้คน การท่องเที่ยว และการลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน” นายยศชนัน กล่าว






