เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้ประเมินต้นทุนทางทหารของสหรัฐในการทำสงครามต่ออิหร่านอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังเปิดฉากโจมตีอิหร่านรวมกับอิสราเอลมานานกว่า 2 เดือน โดระบุว่า สงครามครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายแล้ว 25,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 8.15 แสนล้านบาท
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านสามารถโทรศัพท์มาได้หากต้องการเจรจาโพสต์บนทรูธโซเชียลเมื่อวันที่ 29 เมษษยน เรียกร้องให้อิหร่านรีบฉลาดโดยเร็ว และลงนามในข้อตกลง พร้อทั้งระบุว่า เตหะรานยังไม่สามารถจัดการตัวเองได้
ทรัมป์โพสต์ว่า “พวกเขาไม่รู้ว่าจะลงนามในข้อตกลงไม่เกี่ยวกับนิวเคลียร์ พวกเขาควรรีบฉลาดขึ้นโดยเร็ว!” อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้อธิบายว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีรายละเอียดอย่างไร
ในโพสต์เดียวกันยังมีภาพจำลองของทรัมป์สวมแว่นกันแดดสีเข้ม ถือปืนกล พร้อมข้อความว่า “No more Mr. Nice Guy” หรือ “จะไม่ใจดีอีกต่อไป”

ขณะที่อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยังคงขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไปตราบใดที่ยังถูกคุกคาม ซึ่งอาจหมายถึงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางเพิ่มเติมจากความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันรายและสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจโลก
อิหร่านเตือนเมื่อวันพุธถึง “ปฏิบัติการทางทหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” หากสหรัฐยังคงปิดล้อมเรือที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านต่อไป ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่าอิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่เตหะรานยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาเป็นไปเพื่อสันติเท่านั้น
อิหร่านต้องการให้สหรัฐยอมรับสิทธิของตนในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อวัตถุประสงค์พลเรือนและสันติ ตามที่อิหร่านยืนยัน โดยปัจจุบันอิหร่านมีสต็อกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับ 60% อยู่ราว 440 กิโลกรัม ซึ่งหากนำไปเสริมสมรรถนะต่อ ก็สามารถใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้หลายลูก
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและหัวหน้าคณะเจรจากับสหรัฐ กล่าวว่า ทรัมป์กำลังพยายามสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวอิหร่าน และบีบให้อิหร่านยอมจำนนผ่านการปิดล้อม
“ทางออกเดียวในการรับมือกับแผนสมคบคิดใหม่ของศัตรู คือการรักษาความเป็นเอกภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายทุกแผนการของศัตรูมาโดยตลอด” กาลิบาฟกล่าวในข้อความเสียงบนเทเลแกรม
แหล่งข่าวจากปากีสถานเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ในขณะที่วอชิงตันและเตหะรานยังคงแลกเปลี่ยนคำขู่กันผ่านพื้นที่สาธารณะ ปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยกำลังพยายามหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงติดต่อถึงกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของข้อตกลง
ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่า ทรัมป์ได้หารือกับบริษัทน้ำมันของสหรัฐเกี่ยวกับแนวทางลดผลกระทบจากความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจต้องปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเป็นเวลาหลายเดือนเมื่อวันที่ 28 เมษายน หลังความพยายามในการยุติความขัดแย้งเข้าสู่ภาวะชะงักงัน
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีและผู้บริหารบริษัทน้ำมัน “ได้หารือถึงมาตรการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก รวมถึงมาตรการที่เราสามารถทำเพิ่มเติมเพื่อคงการปิดล้อมในปัจจุบันต่อไปอีกหลายเดือนหากจำเป็น และลดผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันให้น้อยที่สุด”
ข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านในการยุติสงคราม ซึ่งถูกระงับไว้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง คือการเลื่อนการหารือเรื่องโครงการนิวเคลียร์ออกไปก่อน จนกว่าความขัดแย้งจะยุติลงอย่างเป็นทางการ และปัญหาการเดินเรือได้รับการแก้ไขแล้ว ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของทรัมป์ที่ต้องการให้ประเด็นนิวเคลียร์ถูกหยิบขึ้นมาหารือตั้งแต่ต้น
แหล่งข่าวจากปากีสถานระบุว่า สหรัฐได้ส่ง “ข้อสังเกต” ต่อข้อเสนอของอิหร่านแล้ว และขณะนี้ขึ้นอยู่กับอิหร่านว่าจะตอบกลับอย่างไร โดยฝ่ายอิหร่านขอเวลาจนถึงปลายสัปดาห์นี้
เจ้าหน้าที่สหรัฐสองรายและบุคคลอีกหนึ่งรายที่รับทราบเรื่องนี้เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐกำลังศึกษาหลังได้รับคำร้องขอของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลว่า อิหร่านจะตอบสนองอย่างไร หากทรัมป์ประกาศชัยชนะฝ่ายเดียว
ขณะเดียวกัน ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศให้ยุติสงครามครั้งนี้ที่ให้เหตุผลที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง ขณะที่ชาวอเมริกันกำลังหาทางรับมือกับราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้น
ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสล่าสุดพบว่า คะแนนนิยมของเขาลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 โดยมีชาวอเมริกันเพียง 34% ที่พึงพอใจต่อการทำงานของเขา ลดลงจาก 36% ในการสำรวจก่อนหน้า
พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พยายามปกป้องสงครามอิหร่านในการแถลงอย่างดุเดือดต่อสภาคองเกรส โดยกล่าวว่าสงครามนี้ไม่ใช่การติด “หล่มสงคราม” และโจมตีสมาชิกสภาจากพรรคเดโมแครตว่าเป็นพวกอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพ ที่ออกมาวิพากษณ์วิจารณ์ความขัดแย้งซึ่งไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันครั้งนี้
โวลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยว่า อิหร่านได้ประหารชีวิตผู้คนอย่างน้อย 21 ราย นับตั้งแต่สงครามกับสหรัฐและอิสราเอลเริ่มขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน และจับกุมผู้คนมากกว่า 4,000 คนในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ




