ถอดรหัส พระราชดำรัส คิงชาร์ลส์ที่ 3 ต่อคองเกรส

หนึ่งในพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐจากการปกครองของสหราชอาณาจักร คือการที่กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำรัสต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรสสหรัฐ เมื่อวันที่ 29 เมษายน

โดยในพระราชดำรัสที่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและสิ่งที่พระองค์ยืดหยัดนั้น ได้มีการสื่อสารถึงประเด็นสำคัญทางการเมืองหลายประเด็นทั้งที่มีนัยแฝงและการสื่ออย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงในองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ(นาโต) ประเด็นยูเครน การย้ำถึงความสำคัญของประชาธิปไตยตะวันตก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เคยด้อยค่าว่าเป็นแค่เรื่อง “หลอกลวง”

รอยเตอร์

ประเด็นต่างๆ ดังกล่าว ซึ่งล้วนเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ที่ต้องใช้ความระมัดระวังอยู่พอควรในวิถีทางการทูต ทว่ากษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงสามารถถ่ายทอดประเด็นเหล่านั้นออกมาได้อย่างนุ่มนวลลุ่มลึกในแบบฉบับของกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพ ซึ่งได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมากจากกลุ่มผู้ฟังที่เป็นสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐที่ต่างลุกขึ้นยืนปรบมือให้แก่พระองค์พร้อมกันไม่ต่ำกว่า 12 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีปฏิกิริยาเชิงบวกจากทั่วโลก ที่สื่อชั้นนำอย่าง “เดอะ นิวยอร์กไทมส์” ยกย่องพระราชดำรัสของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ว่า “เป็นการโต้แย้งอย่างแนบเนียน” ต่อทรัมป์ หรือ “เลอ มงด์” สื่อหัวใหญ่ของฝรั่งเศส โปรยข่าวว่า ต้องอาศัยกษัตริย์จากสหราชอาณาจักรมาช่วยเตือนนักการเมืองสหรัฐถึง “ศิลปะของการกล่าวสุนทรพจน์อย่างมีชั้นเชิง”

รอยเตอร์

ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสในระหว่างทรงมีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสสหรัฐ

Advertisement

ประเด็นพันธมิตรนาโต

กษัตริย์ชาร์ลส์ ทรงกล่าวปกป้องนาโตในช่วงเวลาที่ทรัมป์วิจารณ์พันธมิตรในนาโตอย่างเปิดเผยต่อการเพิกเฉยที่จะเข้าร่วมมีบทบาทสำคัญในสงครามอิหร่านของสหรัฐ

โดยพระองค์ทรงอ้างถึง เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของ “ความร่วมมือข้ามแอตแลนติก” โดยทรงกล่าวถึง “ความเป็นหุ้นส่วนข้ามแอตแลนติก” ว่าเป็นเสาหลักคู่ “ยุโรปและอเมริกา”

พระองค์ยังทรงกล่าวถึงช่วงเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมโจมตีสหรัฐเมื่อวันที่ 11 กันยายนปี 2001 ว่า พันธมิตรนาโตได้ระดมกำลังเพื่อร่วมปกป้องสหรัฐในทันที

“เมื่อเผชิญกับการก่อการร้าย เราได้ตอบรับการเรียกร้องร่วมกัน” กษัตริย์ชาร์ลส์ตรัส

พระราชดำรัสนี้ของกษัตริย์ชาร์ลส์ถูกมองว่ามีทั้งความหนักแน่น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนอย่างนุ่มนวลต่อประธานาธิบดีสหรัฐอย่างทรัมป์ ถึงคุณค่าของกลุ่มพันธมิตรทางทหารแห่งนี้

กองทัพเรืออังกฤษ-และของขวัญที่เลือกมาอย่างมีนัย

ทรัมป์เคยวิจารณ์ศักยภาพของกองทัพเรืออังกฤษ โดยเรียกเรือรบของอังกฤษว่าเป็น “ของเล่น” และเรือบรรทุกเครื่องบินของสหราชอาณาจักรนั้น “ใช้งานไม่ได้” ต่อประเด็นนี้ กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงโต้แย้งอย่างระมัดระวังเช่นกันว่า พระองค์เองเคยรับราชการในกองทัพเรืออังกฤษด้วย”ความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” โดยเดินตามรอยพระบาทของ ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชบิดาผู้ล่วงลับของพระองค์

อาจมองได้ว่าคำกล่าวเกี่ยวกับกองทัพเรือนั้นอาจเป็นวิธีหนึ่งในการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ โดยพระองค์ทรงสะท้อนถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองระหว่างกัน

นอกจากนี้ ในการเยือนสหรัฐครั้งนี้ กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ยังทรงมอบระฆังจากเรือดำน้ำที่มีชื่อเดียวกับทรัมป์ คือ HMS Trump ซึ่งใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นของขวัญให้แก่ทรัมป์ด้วยนั้น ยังมีนัยสำคัญต่อการเคารพและความภาคภูมิที่มีต่อกองทัพเรืออังกฤษของพระองค์

รอยเตอร์

การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

ทรัมป์มักถูกบรรดานักวิจารณ์โจมตีเกี่ยวกับความพยายามของเขาในการขยายอำนาจฝ่ายบริหารของทำเนียบขาว แม้กษัตริย์ชาร์ลส์ไม่ทรงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้โดยตรง แต่ทรงเลือกเตือนอย่างนุ่มนวลและใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง

โดยทรงอ้างถึงประวัติศาสตร์อังกฤษ เกี่ยวกับกฎบัตรแมกนาคาร์ตา โดยทรงกล่าวว่ากฎบัตรดังกล่าวได้ถูกใช้อ้างอิงในคดีของศาลสูงสุดสหรัฐมากกว่า 160 คดี ตั้งแต่ปี 1789 “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะรากฐานของหลักการที่ว่าอำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุล”

พระราชดำรัสนี้ของพระองค์ได้รับเสียงปรบมือดังยาวนานที่เริ่มจากสมาชิกสภาคองเกรสจากฝั่งพรรคเดโมแครตก่อนดังกึกก้องไปทั่วห้องประชุมสภา

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทรัมป์เคยกล่าวถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” และได้นำสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ

ในช่วงท้ายของพระราชดำรัส กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ที่รับรู้กันทั่วโลกว่าทรงเป็นกษัตริย์ผู้รักธรรมชาติ ได้สะท้อนความคิดเห็นของพระองค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน โดยทรงกล่าวถึง “ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ” ในสหรัฐ และทรงกล่าวถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการปกป้อง “ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดและไม่อาจทดแทนได้”

สัมพันธ์สหรัฐ-สหราชอาณาจักร

มีความคาดหวังอย่างมากว่าการเสด็จเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการครั้งนี้ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในพระราชดำรัส พระองค์ทรงกล่าวถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติอยู่หลายครั้ง รวมถึงการทรงแสดงการสนับสนุนเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งถูกทรัมป์วิพากษ์เหน็บแนมหลายครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ จากความไม่พอใจเกี่ยวกับจุดยืนของสตาร์เมอร์ในประเด็นสงครามอิหร่าน

โดยพระองค์ตรัสว่า “ดังที่นายกรัฐมนตรีของข้าพเจ้ากล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ความร่วมมือของเรานั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เราไม่ควรมองข้ามสิ่งที่ค้ำจุนเรามาตลอด 80 ปีที่ผ่านมา แต่เราต้องต่อยอดจากสิ่งเหล่านั้น”

รอยเตอร์

การปกป้องยูเครน-ความมั่นคงยุโรป

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเมื่อพูดถึงการปกป้องยูเครน โดยตรัสย้ำถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือระหว่างสหรัฐและสหราชอาณาจักรในการเผชิญหน้ากับศัตรูร่วมกันและเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่โลก โดยทรงระบุว่า“ในขณะนี้ความร่วมมือนั้นจำเป็นต่อการปกป้องยูเครนในสงครามกับรัสเซียเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง” และว่า “ความท้าทายที่เราเผชิญนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะรับมือเพียงลำพังได้”

ประเด็นนี้ดูเหมือนว่าเป็นข้อความที่มีนัยส่งถึงทรัมป์อย่างชัดเจน ซึ่งเขาเคยแสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัสเซียในช่วงหนึ่ง จนทำให้ชาติพันธมิตรยุโรปเกิดความกังขาต่อความมุ่งมั่นในระยะยาวของสหรัฐที่มีต่อความมั่นคงของยุโรป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่พระองค์ทรงกล่าวหยอกล้อทรัมป์ ในระหว่างงานเลี้ยงถวายพระกระยาหารค่ำที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นที่ถูกพูดถึง โดยพระองค์ตรัสว่า “ประธานาธิบดีเคยกล่าวไว้เมื่อนานมานี้ว่า ถ้าไม่มีสหรัฐ ประเทศในยุโรปคงพูดภาษาเยอรมันกันไปแล้ว ขอบอกว่า หากไม่มีสหราชอาณาจักร สหรัฐก็อาจพูดภาษาฝรั่งเศสแทนก็ได้”

พระราชดำรัสดังกล่าวเป็นการอ้างถึงการที่สหราชอาณาจักรมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศสในสงคราม 7 ปี ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1756 ถึง 1763 รวมถึงคำกล่าวของทรัมป์ในงานประชุมเศรษฐกิจโลก (WEF) ครั้งที่ 56 ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “หากไม่มีความช่วยเหลือจากสหรัฐเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกคุณคงพูดภาษาเยอรมัน และอาจมีภาษาญี่ปุ่นปนเล็กน้อย”

คำหยอกล้อของกษัตริย์ชาร์ลส์ เรียกเสียงหัวเราะครืนให้แก่ผู้ฟัง แต่ในถ้อยคำหยิกแกมหยอกเหล่านั้น ล้วนแต่มีความหมายและมีนัยลึกซึ้งซ่อนอยู่ หากตีความถอดรหัสดีๆ ย่อมแทงใจและโดนใจใครหลายคน