ส.ส.ปชน. ชี้กลาโหม เลื่อนซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 สูญเสียโอกาสทอง ยกบทเรียนเฟส 2 ซื้อเครื่องบินรบ

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายเอกราช อุดมอํานวย ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์ถึงกรณีที่กองทัพเรือ อาจต้องเลื่อนกรอบเวลาในการจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 2 ออกไปจากงบประมาณประจำปี 2570 ว่า การรักชาติประโยชน์แห่งชาติทางทะเลน่าเป็นห่วง เพราะ รัฐบาล ไม่สนับสนุนเรือฟริเกต ห่วง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัดริบบิ้นเปิดงานที่ตนยังขาดความเข้าใจและไม่สนับสนุนแท้จริง ถามจริง บิ๊กดุล ตัดเรือฟริเกต จริงหรือ?

ภายหลังเจอ สัมภาษณ์ ของ นอ.นรา คุณโฑถม รองโฆษก กองทัพเรือ กล่าวว่าในงานพิธีครบรอบ 7 ปี พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ.2562 ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ว่า กองทัพเรือ (ทร.) มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเรือฟริเกต เพื่อเสริมศักยภาพกำลังทางเรือ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้านงบประมาณ และหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นอาจปรับเลื่อนกรอบเวลาออกไปจากปีงบประมาณ 2570 แต่ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง

แปลแบบนี้ คือ ทร.รับสภาพเลื่อนกรอบเวลาช็อป ‘เรือจัดซื้อ’เรือฟริเกต’ ลำที่ 2 ทำแบบนี้ เพราะอะไร

ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็ไปตัดริบบิ้นเปิดงาน งาน 7 ปี พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ สทป. ซึ่งท่านบอกอยากพลิกโฉมไทยสู่ผู้ผลิตและส่งออกยุทโธปกรณ์ แต่การกระทำกลับ ไม่สนับสนุน กองทัพเรือซึ่งจะเป็น สเกลขนาดใหญ่ ถ้ายังทำแบบนี้ อีก 20 ก็ไม่ไปถึงไหน

ห่วงใยจาก กังวลจริงๆ ว่าการจัดหา “เรือฟริเกต” เมื่อความล่าช้า…คือต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายแพงขึ้น

Advertisement

ในฐานะผมและคณะทำงานได้ติดตามโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรืออย่างใกล้ชิด และพบว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ “การสูญเสียความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economies of Scale)”

การทิ้งระยะเวลาในการจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 2 ออกไปนานจนเกินไป ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงลบในมิติเศรษฐกิจและงบประมาณ

1.ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น การจัดหาที่ขาดความต่อเนื่อง ทำให้เราสูญเสียอำนาจต่อรองและต้นทุนการผลิตที่ควรจะถูกลงหากสั่งสร้างต่อเนื่อง ทั้งที่ความจริงแล้ว กองทัพเรือได้วางแผนจัดหาให้อยู่ใน “กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับจัดสรร” โดยไม่ได้ขอเพิ่มจากรัฐบาล แต่ความล่าช้าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อและค่าวัสดุต่างๆ สูงขึ้น จนงบประมาณเดิมอาจไม่เพียงพอ

2.ปัญหาช่องว่างทางเทคโนโลยี เทคโนโลยีทางทหารพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หากเรือลำที่ 1 และลำที่ 2 สร้างห่างกันหลายปี ระบบอำนวยการรบและอะไหล่จะมีความแตกต่างกัน สิ่งที่ตามมาคือ “ภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง” (Life Cycle Cost) ที่กองทัพจะต้องสต็อกอะไหล่ 2 ระบบ รวมถึงต้องแยกหลักสูตรการฝึกกำลังพล ซึ่งผิดหลักการมาตรฐานเดียวกัน

3.การสูญเสียโอกาสทองของ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” นี่คือประเด็นที่น่าเสียดายที่สุดครับ การจัดหาอาวุธยุคใหม่ต้องมาพร้อมกับ นโยบายชดเชย (Offset Policy) เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการจ้างงานผู้ประกอบการในไทยแบบแพ็กเกจ การชะลอโครงการทำให้ภาคเอกชนและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น สูญเสียโอกาสในการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างประเมินค่าไม่ได้

กรณีศึกษาจาก “โครงการจัดซื้อเครื่องบินโจมตีขับไล่”

เรามีบทเรียนให้เห็นแล้วจากการจัดหาเครื่องบินรบ กองทัพอากาศ ในระยะที่ 2 ซึ่งการทิ้งช่วงเวลา ทำให้ราคาประเมินสูงขึ้นกว่ากรอบเดิมที่เคยวางไว้มาก หากเราไม่ปรับปรุงกระบวนการจัดหา โครงการเรือฟริเกตและโครงการสำคัญอื่นๆ ในอนาคต ก็จะเดินซ้ำรอยเดิมที่ต้องใช้งบประมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ

แบบนี้แล้ว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะตัดเรือฟริเกตทิ้งจริงๆหรือ