พิมพ์ภัทรา ชี้วิกฤตคุกไทย แออัด-ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีพุ่ง ชง 6 ข้อ ปฏิรูปราชทัณฑ์เร่งด่วน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่รัฐสภา น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนญัตติของแพทย์หญิงบุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฎฐา เรื่อง ขอ ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยสะท้อนภาพวิกฤตเรือนจำไทยที่กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างรุนแรง และต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังทั้งระบบ พร้อมทั้งยกคำกล่าวของ Nelson Mandela ที่ว่า ไม่มีใครรู้จักประเทศหนึ่งได้อย่างถ่องแท้ จนกว่าจะได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำของประเทศนั้น เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเรือนจำคือกระจกสะท้อนอารยธรรมและความยุติธรรมของประเทศ

“วันนี้ประเทศไทยมีผู้ต้องขังกว่า 300,000 คน ขณะที่เรือนจำรองรับได้เพียงประมาณ 240,000 คน ทำให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียนด้านความแออัดในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่สถิติที่น่าภาคภูมิใจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยว่าระบบยุติธรรมของเรากำลังป่วย” น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าว และชี้ว่า ปัญหาความแออัดไม่ใช่เพียงเรื่องพื้นที่ แต่คือวิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความล้มเหลวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ซึ่งกว่า 70-80% ของผู้ต้องขังในเรือนจำเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้เสพหรือรายย่อย ไม่ใช่เครือข่ายรายใหญ่

“เรากำลังเอาปลาน้อยไปขังรวมกับอาชญากรอาชีพ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การบำบัด แต่คือการสร้างเครือข่ายอาชญากรรมโดยที่เราไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิประกันตัว ที่ทำให้คุกกลายเป็นที่ขังคนจน เพราะผู้ต้องหาจำนวนมากไม่มีเงินวางหลักทรัพย์ ทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่งผลให้สัดส่วนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 27% นี่ขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ เพราะเรากำลังเอาคนที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าผิดหรือถูกเข้าสู่เรือนจำ” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

น.ส.พิมพ์ภัทรายังกล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังว่า พื้นที่นอนเฉลี่ยในเรือนจำไทยมีเพียง 1.1 ตารางเมตรต่อคน แคบกว่าเตียงเด็กเสียอีก การต้องนอนเบียดเสียดตลอดคืนจึงเป็นการทรมานทางกายและใจที่ไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษา นอกจากนี้ ยังต้องเผิชญความท้าทายใหม่ ทั้งภาวะผู้ต้องขังสูงวัย ผู้ต้องขังหญิง และผู้ป่วยจิตเวชที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบสาธารณสุขในเรือนจำยังไม่สามารถรองรับได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการเข้าถึงแพทย์และสิทธิการรักษาที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

ขณะเดียวกัน ปัญหายังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เปรียบเสมือนผู้ถูกคุมขังทางอ้อม เพราะเจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมาก ภายใต้ภาระงานและความเครียดสะสม ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายออกจากระบบราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว ประเทศไทยยังมีแสงสว่างจากโครงการกำลังใจในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ที่เข้ามาช่วยฟื้นฟู พัฒนาทักษะ และคืนโอกาสให้ผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือ แต่คือการวางรากฐานของความยุติธรรมที่กินได้ และทำให้โลกเห็นว่าผู้หญิงมีความเปราะบางและต้องการการดูแลที่แตกต่าง พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยยังเป็นผู้นำในการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ The Bangkok Rules จนได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ ถือเป็น Soft Power สำคัญด้านหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนของประเทศ

Advertisement

น.ส.พิมพ์ภัทรา ยังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างงบประมาณของกรมราชทัณฑ์ว่า งบประมาณส่วนใหญ่ยังเน้นการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่งบด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังมีสัดส่วนไม่ถึง 2% ของงบทั้งหมด สิ่งที่เราอยากเห็นคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่คนทำงานไม่มีงบประมาณ ไม่มีเครื่องมือเพียงพอ

พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำอาชีพ เช่น การทอผ้าและงานเครื่องถมเข้าไปพัฒนาผู้ต้องขังในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ยังติดข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบจำนวนมาก

นอกจากนี้ น.ส.พิมพ์ภัทรายังได้เสนอ 6 วาระเร่งด่วนเพื่อปฏิรูประบบราชทัณฑ์ไทย ได้แก่ การลดผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี การปฏิรูปนโยบายยาเสพติด โดยเปลี่ยน “ผู้เสพเป็นผู้ป่วย” การเชื่อมสิทธิการรักษากับระบบสาธารณสุขภายนอก การใช้มาตรการทางเลือกแทนการจำคุกในคดีไม่ร้ายแรง การปรับโครงสร้างงบประมาณไปสู่การพัฒนาพฤตินิสัย และการสร้างระบบนิเวศคืนคนดีสู่สังคมผ่านธุรกิจเพื่อสังคมและบ้านกึ่งวิถี

“การปรับปรุงเรือนจำไม่ใช่การสปอยล์คนผิด แต่คือการสร้างหลักประกันว่า เมื่อเขากลับเข้าสู่สังคมแล้ว เขาจะกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของพวกเรา ไม่ใช่กลับมาพร้อมความแค้น การให้โอกาสคือการทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของสังคม” น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าว