
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้ออกมาแสดงความสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลกัมพูชา ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกันกับไทย โดยปฏิเสธเหตุผลของฝ่ายไทยที่ยกเลิก MOU44 ว่าเพราะไม่มีความคืบหน้ามานาน พร้อมกับชี้ว่าอาจเป็นเพราะไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง
สมเด็จฯ ฮุน เซน โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า สนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ไทยยกเลิก MOU44 และไม่ควรมีการตั้งกลไกทวิภาคีขึ้นมาใหม่เพื่อมาแทน MOU44 แต่ควรเปลี่ยนไปใช้กลไกภายใต้อนุสัญญากฎหมายทางทะเลแห่งสหประชาชาติ (UNCLOS) เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ยุติธรรมโดยมีบุคคลที่สามเข้าร่วมในกระบวนการด้วย ตามที่สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อวานนี้
สมเด็จฯ ฮุน เซนเล่าว่าเคยดำเนินงานแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลกับอดีตนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุนหะวัณ ตั้งแต่ปี 1989 ถึง 1990 รวมถึงเข้าร่วมการลงนาม MOU44 จึงเสียใจที่ไทยตัดสินใจยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียว ด้วยเหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้า จึงตั้งคำถามถึงเหตุผลของไทยว่าอะไรทำให้ไม่มีความคืบหน้า ไทยเป็นฝ่ายรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร เพราะตั้งแต่ที่ไทยมีการทำรัฐประหารในปี 2006 ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมากถึงประมาณ 10 คน ขณะที่กัมพูชารักษาความต่อเนื่องทางการเมืองจากของตนไปยังสมเด็จฯ ฮุน มาเนต โดยไม่มีการเปลี่ยนกลไกการเจรจาหรือเรื่องอื่นๆ และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาภายใต้ MOU44 ไม่มีความคืบหน้าหรือไม่
“ผมขอเน้นย้ำต่อว่าถึงแม้ไทยจะเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้ง แต่ผู้นำเหล่านั้นก็ยังแสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาต่อ อาทิ รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ที่มาพบกับผมที่บ้านในปี 2010” อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว
ฮุน เซนยืนยันว่ากัมพูชากำลังเดินหน้าต่อไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และอย่ามากล่าวหาว่ากัมพูชานำปัญหาทวิภาคีไปสู่เวทีโลก หรืออ้างว่ากัมพูชากำลังวางกับดักโดยทำให้บุคคลที่สามมามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ รวมถึงอย่ามาขอให้กัมพูชาจัดตั้งกลไกทวิภาคีใหม่เพื่อแทนกลไกเดิมที่ไทยยกเลิกไป
“ผมหวังว่ากัมพูชาและไทยจะจับมือกันไปข้างหน้าสู่กลไกระหว่างประเทศที่เหมาะสม ซึ่งมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นทางทะเล” สมเด็จฯ ฮุน เซนกล่าว




