สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ผู้พิพากษาศาลสหรัฐ ได้เปิดเผยเอกสารที่ระบุว่า เป็นจดหมายลาตายของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีผู้ต้องหาคดีค้ากามผู้ล่วงลับ หลังจากถูกปิดผนึกและเก็บไว้ในห้องนิรภัยของศาลเป็นเวลานานหลายปีในคดีความทางกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ทั้งนี้ จดหมายดังกล่าว เป็นจดหมายที่อดีตเพื่อนร่วมห้องขังของเอปสตีนอ้างว่าพบหลังจากที่เอปสตีนพยายามฆ่าตัวตายในคุกเป็นครั้งแรก ซึ่ง เคนเนธ คาราส ผู้พิพากษาแขวงสหรัฐ ในไวต์เพลนส์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้สั่งให้เปิดผนึกจดหมายฉบับนี้ หลังจากที่เดอะนิวยอร์กไทม์ส ขอให้เปิดผนึกจดหมายและเอกสารอื่นๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับนิโคลัส ทาร์ตากลิโอเน เพื่อนร่วมห้องขังของเอปสตีน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และอัยการรัฐบาลกลางไม่ได้คัดค้านคำร้องดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ มีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของบันทึกฉบับนี้ กระทั่ง ทาร์ตากลิโอเน อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตจากคดีสังหาร 4 ศพ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้ว ในพอดแคสต์ของนักเขียน เจสสิกา รีด ครอสส์
โดยทาร์ตากลิโอเนยืนยันว่า พบเอกสารดังกล่าวอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง หลังจากที่เอปสตีนถูกพบอยู่บนพื้นห้องขังในเรือนจำรัฐบาลกลางแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2019 โดยมีผ้าปูที่นอนพันรอบคอของเอปสตีน ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ก่อนที่เอปสตีนจะถูกพบเสียชีวิตในห้องขัง โดยเจ้าหน้าที่สรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย
ทั้งนี้ ข้อความในจดหมายของเอปสตีน เขียนไว้ด้วยลายมือที่ค่อนข้างอ่านยาก ว่า “พวกเขาสอบสวนผมอยู่นานหลายเดือน แต่ไม่พบอะไรเลย มันเป็นเรื่องพิเศษที่ได้เลือกเอง ว่า จะกล่าวคำอำลาเมื่อไหร่ แล้วคุณอยากให้ผมทำอะไร ร้องไห้ฟูมฟายงั้นหรือ ไม่สนุกเลย ไม่คุ้มค่าเลย”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เขียนจดหมายที่ทาร์ตากลิโอเนอ้างว่าพบนี้ เนื่องจากจดหมายฉบับนี้ไม่เคยถูกกล่าวถึงในรายงานฉบับยาวของรัฐบาลที่ตรวจสอบการเสียชีวิตของเอปสตีน และไม่ปรากฏในการเปิดเผยเอกสารล่าสุดของกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับข้อมูลของเอปสตีนเช่นกัน
โดยในคำวินิจฉัยที่เป็นลายลักษณ์อักษร ผู้พิพากษาคาราสระบุว่า เขาได้พิจารณาถึงประโยชน์ด้านความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่ 3 ซึ่งรวมถึงเอปสตีนด้วย ก่อนที่จะตัดสินให้เปิดเผยจดหมายฉบับนี้ โดยระบุว่า บรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีอยู่ชี้ให้เห็นว่า ประโยชน์ด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วอย่างเอปสตีนนั้น ลดน้อยลงไปอย่างมาก และการเปิดเผยข้อมูลของผู้เสียชีวิตไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด
ทั้งนี้ จากบันทึกของทางเรือนจำ ระบุว่า เอปสตีนมีรอยถลอกและระคายเคืองผิวหนังที่คอ จากความพยายามฆ่าตัวตายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2019 โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำกล่าวว่า เขามีอาการหายใจแรง แต่ยังตอบสนองอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง รายงานในเวลานั้นว่า เอปสตีนบอกว่า เขาเชื่อว่าทาร์ตากลิโอเนพยายามที่จะฆ่าเขา
หลังจากความพยายามฆ่าตัวตายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของเรือนจำได้เฝ้าจับตาดูเอปสตีนเป็นพิเศษตลอด 31 ชั่วโมง ก่อนที่จะลดระดับลงเหลือเป็นการประเมินทางจิตเวช ก่อนที่จะเขาจะฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ตามรายงานของเรือนจำระบุว่า เอปสตีนยืนยันว่าเขาไม่ได้พยายามที่จะทำร้ายตัวเอง และบอกกับนักจิตวิทยาของเรือนจำว่า การฆ่าตัวตายนั้น ขัดกับหลักศาสนายิวของเขา และเขาเป็นคนขี้ขลาด ไม่ชอบความเจ็บปวด
ทั้งนี้ ทาร์ตากลิโอเนบอกกับทนายความของเขาเกี่ยวกับจดหมายของเอปสตีน 4 วันหลังจากการพยายามฆ่าตัวตายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ซึ่งบันทึกดังกล่าวถูกนำเสนอเป็นหลักฐานในคดีอาญาของทาร์ตากลิโอเนในภายหลัง และถูกปิดผนึกไว้ท่ามกลางข้อพิพาทเกี่ยวกับการว่าจ้างทนายความของเขา
ตามบันทึกของเรือนจำระบุว่า ทั้งสองคนถูกสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่เรือนจำ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2019
โดยเอปสตีนบอกว่า เขาไม่เคยมีปัญหาใดๆ กับทาร์ตากลิโอเน ไม่ได้รู้สึกถูกคุกคามจากอีกฝ่าย และไม่ต้องการแต่งเรื่องในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ด้านทาร์ตากลิโอเนกล่าวว่า เขาเองก็ไม่ได้มีปัญหากับเอปสตีน แม้ทั้งคู่จะพูดคุยกันน้อยมากก็ตาม โดยในวันที่ 23 กรกฎาคม ทาร์ตากลิโอเนบอกว่า เขาคิดว่าเอปสตีนกำลังหัวใจวาย เพราะเห็นอีกฝ่ายลืมตาอยู่ และมีอาการเหมือนกำลังกรน
ทั้งสองอยู่ห้องขังเดียวกันราว 2 สัปดาห์ ตั้งแต่เอปสตีนถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2019 จนกระทั่งเกิดเหตุพยายามฆ่าตัวตาย และทั้งคู่ต่างอยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดี โดยเอปสตีนเผชิญข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศ ส่วนทาร์ตากลิโอเนถูกกล่าวหาในปี 2019 หลังจากเขาสังหารชาย 4 คน รวมถึงชายคนหนึ่งที่ถูกทรมาน และรัดคอ จากเรื่องเงินยาเสพติดที่ถูกขโมยไป
โดยทาร์ตากลิโอเน ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในหมู่บ้านไบรอาร์คลิฟฟ์ แมเนอร์ แถบหุบเขาแม่น้ำฮัดสัน ถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2023 และปัจจุบันเขายังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางของรัฐบาลกลาง ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้ยื่นคำร้องขออภัยโทษต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ
ทั้งนี้ ในวันที่เอปสตีนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2019 เอปสตีนไม่มีเพื่อนร่วมห้องขังแต่อย่างใด โดยเขาถูกขังอยู่ที่ศูนย์กักกันเมโทรโพลิแทน ในแมนฮัตตัน โดยทางการชี้ว่า มีความผิดพลาดหลายประการของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ทั้งการเล่นอินเตอร์เน็ต และหลับในช่วงที่ควรตรวจตราเอปสตีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เปิดช่องให้เขาปลิดชีพตัวเองได้
โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พบกระดาษที่เขียนด้วยลายมือในห้องขังของเอปสตีนขณะพบศพ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่จดหมายลาตาย แต่เป็นรายการร้องเรียนเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของเรือนจำ เช่น เรื่องอาหาร ห้องอาบน้ำ และปัญหาแมลงรบกวน




