
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการเหมารวมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน โดยระบุว่า “แก้ปัญหาการเหมารวมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ที่ดีที่สุด คือการมีวาระ และใช้การเลือกตั้งของชาวบ้าน เป็นการประเมิน
กรณีการพูดเหมารวมว่า “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีส่วนพัวพันกับยาเสพติด” ของคุณภัณฑิล น่วมเจิม เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ และสมควรต้องมีการขอโทษ รวมถึงควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการพูดเหมารวมในลักษณะเช่นนี้อีก
แต่คำว่า “ไม่ควรเหมารวม” นั้น ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งสองด้านด้วย กล่าวคือ หากเราให้อภัยในความผิดพลาดของคุณภัณฑิล และพิจารณาถึงเจตนาที่ดีของคุณภัณฑิล ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า ในสังคมเรามีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จำนวนหนึ่งที่ประพฤติตนเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เอารัดเอาเปรียบ และกอบโกยผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของลูกบ้าน รวมถึงมีบางส่วนที่เข้าไปพัวพันหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งยาเสพติด คุกคามแม้กระทั่งเพื่อนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านด้วยกัน คงจะไม่มีใครรับรองได้หรอกนะครับว่า กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดีทุกคน หรือไม่มีปัญหาเลยสักคน
ในขณะเดียวกัน ก็มีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอีกจำนวนมากที่เสียสละ ทำงานอย่างแข็งขันในโครงการชุมชนล้อมรักษ์ ซึ่งเป็นโครงการป้องกันยาเสพติดในระดับชุมชน ท่ามกลางการถูกข่มขู่ และตกเป็นเป้าหมายจากมาเฟียค้ายาเสพติดในพื้นที่
ด้วยระบบการเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน เมื่อใครได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็จะดำรงตำแหน่งไปจนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่เคยมีวาระ 5 ปี ดังนั้น หากชุมชนใดมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่กระตือรือร้น พร้อมเสียสละเพื่อลูกบ้าน ชุมชนนั้นก็ถือว่าโชคดี
แต่หากชุมชนใดมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ขาดความกระตือรือร้น หรือแย่ไปกว่านั้น คือประพฤติตนเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ก็จะกลายเป็นความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของประชาชนในพื้นที่นั้น โดยที่ไม่มีกลไกใด ที่ประชาชนจะสามารถเลือกตั้งใหม่ เพื่อเปลี่ยนตัวกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านได้เลย ทำได้เพียงรอให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นอายุ 60 ปี
ดังนั้น เพื่อไม่ให้สังคมต้องเหมารวมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งที่ดี และไม่ดี ผมคิดว่าตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านควรต้องมีวาระ เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านได้เลือกและได้ประเมินผู้ใหญ่บ้านของตนเป็นระยะๆ ส่วนระยะเวลาของวาระ นั้นสามารถพิจารณาให้เหมาะสมได้ อาจเป็น 5 ปีตามเดิม หรือ 6 ปี หรือมากกว่านั้น (📋Note: ก่อนรัฐประหารปี 2549 กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีวาระ 5 ปี นะครับ)
หากกำนันและผู้ใหญ่บ้านมีวาระ ประชาชนก็จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการประเมินกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ คนที่ไม่ดี หรือไม่เหมาะสม ก็จะถูกชาวบ้านคัดกรองออกไป ส่วนคนที่ดี พร้อมเสียสละ และตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน ก็จะได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป
ท้ายที่สุด ผลประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดขึ้นกับประชาชน
นอกจากนี้ นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้โพสต์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ว่า ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ ในฐานะ ‘นักปกครองท้องถิ่น’ ควรวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ในขณะเดียวกัน ‘นักการเมือง’ ก็ไม่ควรปฏิบัติกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านราวกับเป็น ‘กลุ่มบริวารทางการเมือง’ ของตน ทั้งนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมามีกระแสการเอ่ยถึงประเด็น ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ ตามหน้าสื่ออยู่พอสมควร โดยเหตุเกิดจากการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชน ในเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีการพาดพิงถึงการทำงานของกลุ่มกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจต่อการอภิปรายแบบเหมารวมดังกล่าว
แน่นอนว่าการพูดแบบเหมารวมว่า “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีส่วนพัวพันกับยาเสพติด” ของ สส. ในสภาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ซึ่งภายหลังได้มีการขออภัยและได้เข้าสู่กระบวนการทางวินัยของพรรคเป็นที่เรียบร้อย
ในฝั่งของกลุ่มกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ก็แน่นอนว่าต้องมีกระแสความไม่พอใจที่นำไปสู่การโต้ตอบในรูปแบบต่างๆ เช่น การโพสต์ในที่สาธารณะ การรวมกลุ่มยื่นหนังสือเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ รวมถึงมีการเอ่ยว่าจะบุกไปที่บ้าน สส. คนดังกล่าว
ในมุมของประชาชนผู้รับข่าวสาร โดยส่วนมากก็มีความเห็นว่า ‘ท่าทีการพูดของ สส. ไม่เหมาะสมจริง แต่ทว่าสิ่งที่ สส. พูดนั้นก็มีมูลความจริงอยู่’
และในทางการเมือง ก็แน่นอนเช่นกันว่าประเด็นข้างต้นย่อมเป็นประเด็นที่ถูกนำไปขยายผลทางการเมืองได้ง่าย (มองมาจากดาวอังคารก็รู้)
จากประเด็นข้างต้น ได้นำไปสู่คำถามปลายเปิดมากมาย แล้วแต่ว่าแต่ละฝั่งจะคิดอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามถึงการทำงานของนักปกครองท้องถิ่นและนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของแต่ละตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามถึงการออกแบบในอนาคตว่ารูปแบบการบริหารงานควรเป็นอย่างไร
แต่ก่อนที่เราจะได้คำตอบข้างต้น ผมอยากชวนให้ฉุกคิดก่อนว่าเป้าหมายในอุดมคติของแต่ละฝ่ายคืออะไร?
“นักปกครองท้องถิ่นทำงานดี นักการเมืองทำงานได้ ประชาชนได้ประโยชน์แบบถ้วนหน้า” นี่ใช่เป้าหมายในอุดมคติของเราใช่หรือไม่? หากใช่ เราค่อยมาคิดต่อกันว่าจะทำอย่างไร
สำหรับผม ‘นักปกครองท้องถิ่นทำงานดี’ ในที่นี้หมายถึง ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ ที่แม้จะไม่ใช่ข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง แต่ก็ใช้อำนาจรัฐและได้รับค่าตอบแทนจากรัฐ จึงต้องวางตัวเป็นกลางและปฏิบัติอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ควรผูกตัวเองกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง เพราะถ้าวันหนึ่งประชาชนรู้สึกว่าคนที่ควรเป็น ‘นักปกครอง’ กลายเป็น ‘ตัวแทนทางการเมือง’ ความเชื่อมั่นต่อระบบก็จะหายไปทันที คนที่คิดเห็นต่างอาจไม่กล้าเข้าหา การช่วยเหลือจากรัฐอาจถูกตั้งคำถามว่าเลือกปฏิบัติ อำนาจรัฐอาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง คำตัดสินหรือการประสานงานอาจไม่เป็นที่ยอมรับ ความขัดแย้งในชุมชนอาจจะรุนแรงขึ้นก็เป็นได้
สำหรับ ‘นักการเมืองทำงานได้’ ผมหมายถึง นักการเมืองทุกระดับที่มุ่งมั่นเข้ามาทำงานเพื่อการพัฒนาจริงๆ ซึ่งการพัฒนามันต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย นักการเมืองควรจะทำงานโดยเอา ‘งาน’ เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ทำงานแบบ ‘พวกใครพวกมัน’ และไม่ใช่ปฏิบัติกับนักปกครองท้องถิ่นในแบบ ‘กลุ่มบริวาร’ ไม่ใช่ดึงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปเป็นฐานสนับสนุนทางการเมือง ไม่ใช่มองเค้าเป็น ‘มือเท้าของนักการเมือง’ แทนที่จะเป็น ‘แขนขาของรัฐ’ ที่ใช้อำนาจรัฐอย่างเท่าเทียมกับทุกคน
และสำหรับ ‘ประชาชนได้ประโยชน์อย่างถ้วนหน้า‘ ว่ากันตามหลักการประชาธิปไตย ผมเห็นว่าประชาชนคนไทยสามารถเลือกได้ว่าอยากได้ประโยชน์แบบใดผ่านการเลือกตัวแทนของพวกเรา แต่ด้วยความไทยๆของเราก็ทำให้การเลือกตัวแทนในระดับและรูปแบบต่างๆมันไม่ตอบสนองต่อหลักคิดที่ว่า ‘อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’ เอาเสียเลย การเมืองแบบตัวแทนที่ดี ไม่ว่าจะระดับใดควรต้องให้อำนาจแก่ประชาชนทั้งในการเลือก ในการถอดถอน ในการตรวจสอบ และในการออกแบบเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
นี่คือหลักคิดที่ผมเห็นว่าควรเป็นหลักที่ต่างฝ่ายต่างต้องยึดถือร่วมกันไว้ก่อน ก่อนที่เราจะหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า
มาร่วมคิดร่วมทำให้ ‘อำนาจรัฐ‘ ไม่ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมืองใดฝ่ายการเมืองหนึ่ง และทำให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเลือกใคร เชียร์พรรคไหน แต่ก็ยังสามารถได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมอย่างตั้งมั่นเสมอไปกันดีกว่าครับ





