
เว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาย้ำอีกครั้งว่า ปัญหาพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ควรจะต้องแก้ผ่านกลไกทวิภาคี และกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ โดยปฏิเสธสิ่งที่กัมพูชาระบุว่า “เป็นการสร้างข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่” ระหว่างการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ในการเจรจา 3 ฝ่าย ที่มีฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประธานอาเซียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา
การประชุม 3 ฝ่ายดังกล่าวจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีนายเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นผู้ประสานการหารือ ท่ามกลางความตึงเครียดต่อเนื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเล ระหว่างกัมพูชากับไทย ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่าง ฮุน มาเนต กับนายอนุทิน นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว สองเดือนก่อนเกิดเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
ข่าวระบุว่า หลังเสร็จสิ้นการประชุม 3 ฝ่าย ฮุน มาเนต ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทันที โดยย้ำว่า กัมพูชาจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆที่จะเปลี่ยนแปลงพรมแดนผ่านการใช้กำลังหรือการดำเนินการฝ่ายเดียวในพื้นที่
“กัมพูชายืนยันอีกครั้งว่า พรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยกำลัง หรือผ่านการสร้างข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว” นายกฯกัมพูชากล่าว
ทั้งนี้ นายกฯกัมพูชา ยังเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบและโดยทันที ตามแถลงการณ์ร่วมที่ตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ให้การปักปันเขตแดนดำเนินต่อไปผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ เจบีซี ที่มีอยู่ โดยไม่ให้เกิดความล่าช้าเพิ่มเติม
ฮุน มาเนต อธิบายว่า เจบีซี ยังคงเป็นกรอบสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน และรับประกันการนำข้อตกลงต่างๆไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยทั้งสองฝ่าย และว่า กัมพูชาเชื่อว่า กลไกนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และปฏิบัติได้จริง
ฮุน มาเนต ยังได้กล่าวถึงบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ เอโอที และขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียนที่สนับสนุนการติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดน และยินดีต่อบทบาทผู้นำของฟิลิปปินส์ หลังรับช่วงหน้าที่ประสานงานต่อจากมาเลเซีย
ผู้นำกัมพูชา ยังได้เรียกร้องให้ขยายอำนาจหน้าที่ของภารกิจผู้สังเกตการณ์ เพื่อตรวจสอบและรับประกันการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่กำหนดไว้และที่ได้ตกลงร่วมกันทั้งหมด
ซึ่งนอกเหนือจากข้อพิพาททางบกแล้ว ฮุน มาเนต บอกด้วยว่า กัมพูชาและไทย ยังได้หารือเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันในอ่าวไทย โดยพนมเปญยืนยันเจตนารมณ์ที่จะใช้กลไกระงับข้อพิพาทโดยสันติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ กัมพูชาเพิ่งประกาศแผนเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS หลังจากที่ไทยประกาศจะถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU44 ที่ใช้กำกับการเจรจาทางทะเลระหว่างสองประเทศ
ฮุน มาเนต กล่าวว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่มีอยู่”
ด้านนายมาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ผู้นำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ในฐานะประธานอาเซียน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนต่อการเจรจา การใช้ความอดกลั้น และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และว่า มีการหารืออย่างตรงไปตรงมาหลายประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย
และว่า ทั้งสองฝ่ายยืนยันถึงความสำคัญของการรักษาช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง การใช้ความอดกลั้น การหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจยกระดับความตึงเครียด และการเดินหน้าสู่การเจรจาโดยสันติ และสร้างสรรค์ต่อไป
มาร์กอส ระบุด้วยว่า ผุ้นำทั้งสองฝ่ายห็นพ้องที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของแต่ละประเทศ เดินหน้าหารือโดยตรงต่อไป และพัฒนาแนวทางเชิงปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย พร้อมฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน และยังยืนยันว่า อำนาจหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนจะถูกขยายออกไปอีก 3 เดือน จนถึงเดือนกรกฎาคมนี้ โดยฟิลิปปินส์พร้อมดำเนินบทบาทอำนวยความสะดวกต่อไป เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถรักษาการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง




