
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นี้ เป็นวันครบรอบ 81 ปี เนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของประเทศรัสเซียจากมหาสงครามปกป้องมาตุภูมิ ในประเทศรัสเซีย ช่วงเวลานี้หมายถึงช่วงเวลาสำคัญระหว่างปี พ.ศ. 2484-2488 เป็นมหาสงครามแห่งความรักชาติและเป็นช่วงเวลาที่ชาวสหภาพโซเวียตออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องมาตุภูมิของตนจากการรุกรานของกองทัพนาซี นี่ไม่ใช่เพียงการเรียกชื่อตามประวัติศาสตร์ แต่เป็นการสะท้อนถึงความทรงจำที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกครอบครัว และเป็นชัยชนะที่ได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล
ที่ประเทศรัสเซียนั้น การระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับสงครามครั้งนั้นไม่ใช่การใคร่ครวญถึงอดีต แต่เป็นการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชาติ ที่แทบทุกครอบครัวได้มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบในแนวหน้าหรือการทำงานร่วมกันในแนวหลัง ทั้งหมดคือเรื่องราวของความกล้าหาญและความสูญเสีย เรื่องราวได้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สร้างทัศนคติที่พิเศษให้กับคนรุ่นหลังต่อเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น
สหภาพโซเวียตเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญมากต่อการเอาชนะกองทัพของนาซีเยอรมัน และได้ทำการปลดปล่อยทวีปยุโรปจากภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่แนวรบใหญ่อยู่ในฝั่งตะวันออกของทวีปยุโรป การสู้รบเกิดขึ้นในหลายสมรภูมิ เช่น การต่อสู้เพื่อปกป้องกรุงมอสโก การสู้รบที่สตาลินกราด ยุทธการเคิร์สก์ ไปจนถึงการยึดกรุงเบอร์ลินที่เป็นฐานที่มั่นของกองทัพนาซี
ชัยชนะที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างมหาศาล มีประชาชนชาวโซเวียตกว่า 27 ล้านคนเสียชีวิตจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นทหาร พลเรือน รวมถึงผู้สูงอายุ ความสูญเสียได้กลายมาเป็นรากฐานความคิดของชาวรัสเซียต่อสงครามและการดำรงไว้ซึ่งสันติภาพ
ประชาชนได้เสียสละทั้งในสนามรบ และการให้ความช่วยเหลือในแดนหลัง เศรษฐกิจต้องปรับตัวเพื่อรองรับการผลิตอาวุธ การดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมของโรงงานต่างๆ อยู่ในสภาพที่ยากลำบากมาก ผู้คนทั้งประเทศทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ชัยชนะ ทั้งหมดได้แสดงความเสียสละและมีความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อต่อสู้กับภัยดังกล่าว
ชัยชนะของโซเวียตต่อกองทัพนาซีนั้นเกิดจากความร่วมมือกันกับประเทศพันธมิตรเพื่อต่อต้านฮิตเลอร์ แน่นอนว่ารัสเซียได้ให้ความสำคัญกับพันธมิตรและยกย่องในบทบาทของพวกเขามาโดยตลอด แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วหลายทศวรรษแต่เหตุการณ์สำคัญนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ และจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน การรักษาไว้ซึ่งความจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์นั้นจึงได้กลายมาเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ความพยายามบิดเบือนผลของสงคราม การลดบาทของสหภาพโซเวียต หรือการหันไปยกย่องลัทธินาซีโดยการทำลายอนุสรณ์สถานของทหารโซเวียตในบางประเทศบอลติกและยูเครน ก่อให้เกิดความน่ารังเกียจและไม่ควรเป็นที่ยอมรับ
เราได้รักษาความทรงจำของเราผ่านกิจกรรมกองทัพอมตะ โดยในการเดินขบวนนั้นจะมีผู้คนจำนวนนับล้านทั้งในประเทศรัสเซียและในหลายๆ ประเทศได้ออกมาพร้อมกับภาพถ่ายของญาติพี่น้องของพวกเขาที่เคยเข้าร่วมในสงคราม แสดงให้เห็นว่าความทรงจำในเหตุการณ์ครั้งนั้นได้สะท้อนและคงอยู่เหนือกาลเวลาที่ผ่านไป เป็นการส่งต่อระหว่างรุ่นสู่รุ่น
อีกวันที่มีความสำคัญคือวันที่ 19 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ระลึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนชาวโซเวียตโดยกองทัพนาซี เป็นวันที่เราได้กลับมาระลึกถึงความสูญเสียของพลเรือนของเราจำนวนมากที่เป็นเหยื่อจากการสังหารหมู่ การเสียชีวิตในค่ายกักกัน การเสียชีวิตจากความอดอยาก การบังคับให้ต้องย้ายถิ่น และเราเชื่อว่าความผิดของกองทัพนาซีครั้งนั้นจะไม่มีวันหายไป
อันที่จริง ความทรงจำในสงครามคือเครื่องเตือนความทรงจำที่ดีถึงการมีคุณค่าของการมีสันติภาพ เราต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบ การให้ความสำคัญกับการเจรจา และไม่ทำสิ่งผิดพลาดเหมือนเดิมในอดีต
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สหภาพโซเวียตได้มีบทบาทในการเอาชนะกองทัพญี่ปุ่นในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง โดยในเดือนสิงหาคม 2488 กองทัพโซเวียตได้มีปฏิบัติการทางทหารในแมนจูเรียและทำให้สงครามฝั่งเอเชียสิ้นสุดลงไวขึ้นและนำไปสู่การสร้างสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกไกล
ปัจจุบันนี้ ประเทศรัสเซียยังคงรักษาความทรงจำของสงครามโลกครั้งที่สองไว้ในฐานะความทรงจำร่วมกันของมนุษยชาติ เราเชื่อว่าความทรงจำนี้ควรนำผู้คนมาไว้ด้วยกัน ไม่แบ่งแยก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพต่อประวัติศาสตร์ การทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อความสงบสุขในอนาคต
วันครบรอบ 81 ปี ของปีแห่งชัยชนะนั้นไม่ใช่การรำลึกถึงอดีตเท่านั้น แต่เป็นการย้ำเตือนพวกเราว่าสันติภาพนั้นสำคัญเพียงใด และเราทุกคนควรช่วยกันรักษาไว้ บทเรียนทางประวัติศาสตร์ครั้งนั้นคือความหมายที่สำคัญที่ส่งผลต่อทุกคนในปัจจุบัน




