นัยยะและความหมาย อิหร่านไปจีนก่อน ‘ทรัมป์-สี’ พบกัน

อิหร่าน
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในเวลานี้ ที่ “บีบคอหอย” เศรษฐกิจโลกให้แทบขาดลมหายใจ เมื่อทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกายังอยู่ในสภาพ “ยันกัน” โดยที่ต่างฝ่ายต่างหวังว่าอีกฝ่ายจะยอม “กะพริบตา” ก่อน ฝ่ายอิหร่านมองว่าการที่สหรัฐปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกชั้นหนึ่งเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งนานวันจะส่งผลเสียต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ เมื่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่เปิดสงครามกับอิหร่านทำให้คนอเมริกันไม่พอใจ

ส่วนฝ่ายสหรัฐก็หวังว่าการปิดล้อมจะทำให้อิหร่านส่งออกน้ำมันไม่ได้ ในที่สุดคลังจัดเก็บน้ำมันของอิหร่านก็จะล้น ไม่มีที่จัดเก็บและต้องหยุดการผลิต หากหยุดผลิตจะสร้างความเสียหายให้กับบ่อน้ำมันอย่างแทบจะถาวร ที่สำคัญจะทำให้อิหร่านหมดเงินที่จะมาหล่อเลี้ยงประเทศหรือทำสงครามกับสหรัฐ

การเจรจาสองฝ่ายดูเหมือนไม่ได้คืบหน้าไปไหน เป็นเพียงการซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ ส่วนสถานะของช่องแคบฮอร์มุซนั้นน่าจะได้ชื่อใหม่ไปแล้วว่าเป็นช่องแคบ “ลักปิด-ลักเปิด” เนื่องจากมีความสับสนเรื่องข้อมูลตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงก็คือมีเรือติดค้างอยู่ในนั้นหลายร้อยลำ พร้อมกับลูกเรือ 20,000 กว่าชีวิตที่เริ่มขาดแคลนน้ำและอาหาร

ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาได้ขอให้จีนใช้อิทธิพลที่มีอยู่กดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากอิหร่าน กล่าวอีกอย่างก็คือเป็นผู้สร้างรายได้หลักให้กับอิหร่าน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทั้ง “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลัง และ “มาร์โก รูบิโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ต่างออกมากระทุ้งอีกรอบว่าจีนสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ในการกดดันอิหร่าน

“มาดูกันว่าพวกเขาจะเพิ่มแรงกดดันทางการทูตเพื่อให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่” เบสเซนต์กล่าว ส่วนรูบิโอกล่าวหาว่าอิหร่านนั้นกำลังจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน และหวังว่าจีนจะบอกอิหร่านว่าการทำแบบนั้นคือการโดดเดี่ยวตัวเองจากโลก

Advertisement

หลังจากสหรัฐออกมาพูดเพียง 1-2 วัน ปรากฏว่าในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2026 อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้บินไปจีน เพื่อพบกับหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ซึ่งถูกจับตามองค่อนข้างมาก เพราะถือเป็นครั้งแรกนับจากเกิดสงคราม ที่ผู้แทนจากอิหร่านไปพบนักการทูตระดับสูงของจีนด้วยตัวเอง จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงการโทรศัพท์คุยกัน

อีกทั้งน่าสังเกตว่าเป็นการพบปะกันเพียง 1 สัปดาห์ ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐจะเดินทางไปปักกิ่งเพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 

Advertisememt

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานการเดินทางเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านอย่างคึกคัก และอ้างจากแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนว่า ทางจีนเป็นฝ่ายเชิญอิหร่าน ส่วนกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านก็ระบุว่าการพูดคุยจะครอบคลุมความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับภูมิภาคนี้และระหว่างประเทศอามีร์ แฮนด์จานิ กรรมการสถาบัน Quincy Institute for Responsible Statecraft ซึ่งเป็นหน่วยงานถังความคิดด้านนโยบายต่างประเทศในสหรัฐอเมริกา ชี้ว่า การพบกันของอิหร่านและจีนในครั้งนี้เป็น “กลยุทธ์” ที่ลึก เป็นการเลือกห้วงเวลาอย่างจงใจ เป็นการบอกว่าพวกเขากำลังจัดเรียงผลประโยชน์ให้สอดคล้องกัน นั่นก็คือ จีนต้องการเสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซียเพื่อปกป้องการค้าและการไหลเวียนของพลังงาน จีนอยากให้เรือบรรทุกน้ำมันและการค้าไหลอย่างสะดวกไปสู่ตลาดเอเชีย จีนไม่ต้องการให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงซึ่งเสี่ยงจะทำให้เศรษฐกิจถดถอยทั่วภูมิภาคถ้าหากการปิดล้อมนั้นลากยาว

ก่อนหน้านี้จีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิง และให้เรือสินค้าสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี นอกจากนั้นปลายเดือนเมษายน ประธานาธิบดีจีนได้ออกมากล่าวด้วยตนเองขอให้มีการเปิดให้เรือแล่นผ่านได้ตามปกติ

แดนนี่ รัสเซลล์ นักวิชาการแห่ง The Asia Society Policy Institute ชี้ว่า การที่อิหร่านไปเยือนจีนก็เพื่อแสดงให้สหรัฐเห็นว่า อิหร่านไม่ได้โดดเดี่ยว แต่มีเพื่อนและมีทางเลือก อิหร่านกำลังเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตัวเอง นอกจากนั้นอิหร่านต้องการการรับประกันจากจีนเกี่ยวกับการซื้อน้ำมัน ช่องทางการเงิน และการสนับสนุนทางการทูตแก่อิหร่านเพื่อสู้กับสหรัฐ

ส่วนฝ่ายจีนคาดหวังจะกดดันให้อิหร่านเลิกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในอ่าวเปอร์เซียและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตัวประธานาธิบดีจีนเองการพบปะกันของสองรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นโอกาสนำเสนอตำแหน่งของจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบก่อนที่ทรัมป์จะเยือนปักกิ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการจำกัดความเสี่ยงของจีนเองด้วย เพราะการปิดช่องแคบกระทบต่อจีนมากเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาระบุว่า อีกไม่กี่วันคลังเก็บน้ำมันของอิหร่านก็จะเต็ม ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดล้อมของสหรัฐ และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของอิหร่านก็จะเสียหาย อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าอิหร่านอาจมีที่ว่างกักเก็บน้ำมันได้เกือบ 1 เดือนหรือมากกว่านั้น เพราะอาจใช้วิธีลดการผลิตลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และหากต้องมีการปิดบ่อน้ำมันก็เชื่อว่าจะไม่ทำให้บ่อน้ำมันเสียหาย หรือเสียหายน้อยมาก หากการปิดนั้นทำอย่างมีระบบระเบียบ

ดังนั้นการปิดบ่อน้ำมันจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ประเด็นสำคัญในการกดดันอิหร่านอยู่ที่รายได้ ซึ่งต้องรอดูว่าอิหร่านจะหมดเงินเมื่อไหร่

ข้อมูลจากทำเนียบขาวระบุว่า การปิดล้อมของสหรัฐทำให้อิหร่านสูญเสียรายได้วันละ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง