
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโส องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กและเอ็กซ์ ว่า ไทยได้จับตัว จางซิ่นเยี่ยน นักกิจกรรมประชาธิปไตย โดยระบุว่า
“ด่วน! จับผู้ลี้ภัยอีกแล้ว! (9 พ.ค.) รัฐบาลอนุทิน จับ ‘จาง ซิ่นเยี่ยน’ (Zhang Xinyen) นักกิจกรรมประชาธิปไตย กลุ่ม Hong Kong Parliament ที่ถูกรัฐบาล ฮ่องกง และ จีน หมายหัว โดนยกเลิกพาสปอร์ต และตั้งรางวัลนำจับ 200,000 HK$ โดยกล่าวหาว่าเป็นภัยความมั่นคง
ถ้าบังคับส่งกลับจะเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และ พรบ.ต่อต้านการทรมาน และการบังคับสูญหาย”
ด่วน! จับผู้ลี้ภัยอีกแล้ว! (9 พ.ค.) รัฐบาล #อนุทิน จับ ‘จาง ซิ่นเยี่ยน’ (Zhang Xinyen) นักกิจกรรมประชาธิปไตย กลุ่ม Hong Kong Parliament ที่ถูกรัฐบาล #ฮ่องกง และ #จีน หมายหัว โดนยกเลิกพาสปอร์ต และตั้งรางวัลนำจับ 200,000 HK$ โดยกล่าวหาว่าเป็นภัยความมั่นคง …… pic.twitter.com/CWz2hMborj
— Sunai (@sunaibkk) May 9, 2026
ทั้งนี้ RFI รายงานว่า จางซิ่นเยี่ยน มีเอกสารที่ออกโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในกรุงเทพฯ ถูกตำรวจไทยจับกุม ในข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่าและทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจะขึ้นศาลในวันนี้ เพื่อขอส่งตัวกลับประเทศจีน
โดย สภานิติบัญญัติฮ่องกง ต้นสังกัดของเธอ ได้ออกแถลงการณ์ประณาม และเรียกร้องให้ไทยปฏิเสธการส่งตัวกลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอ
จาง ถูกรัฐบาลฮ่องกงกล่าวหาเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้วว่าละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงในข้อหา “บ่อนทำลายรัฐ” หลังจากได้รับการเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง” เธอและอีก 18 คนถูกขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ต้องหา และในเดือนสิงหาคม ถูกประกาศว่าเป็น “ผู้หลบหนีคดีที่ก่ออาชญากรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ”
สภานิติบัญญัติฮ่องกงซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ก็ถูกรัฐบาลฮ่องกงพิจารณาว่าเป็นองค์กรที่ผิดกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงและไทยไม่มีสนธิสัญญาหรือข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนระยะยาวและครอบคลุม มีเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับการโอนย้ายผู้ต้องขังเท่านั้น ในขณะที่จีนและไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนทวิภาคี ซึ่งอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายส่งผู้ต้องสงสัยเพื่อความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรม
จาง อายุ 55 ปี ถือบัตรประจำตัวประชาชนฮ่องกงและหนังสือเดินทางจีน หนังสือเดินทางของเธอถูกสถานทูตจีนในประเทศไทยยกเลิก จากนั้นเธอจึงยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยกับ UNHCR และได้รับใบรับรองที่มีอายุใช้งานสองปี หมดอายุในวันที่ 2 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเธอยังคงไร้สัญชาติ เธอจึงไม่ได้เดินทางออกจากประเทศไทยโดยไม่มีหนังสือเดินทาง




