
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ราคานํ้ามันที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่สงครามโจมตีอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ และนำมาซึ่งการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้สหรัฐและอิสราเอล จนทำให้การขนส่งนํ้ามันผ่านช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งแต่ละวันขนส่งนํ้ามันประมาณ 20% ของนํ้ามันทั่วโลกหยุดชะงักลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียมากเป็นพิเศษ เนื่องจากส่วนใหญ่พึ่งพานํ้ามันจากแหล่งตะวันออกกลาง
รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าสงครามอิหร่านทำให้เอเชียกำลังเผชิญกับความจริงใหม่ด้านเศรษฐกิจ นั่นก็คือมันมี “2 เศรษฐกิจ” อยู่ในภูมิภาค และสงครามดังกล่าวนี้ทำให้ความแตกต่างทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเร่งตัวขึ้น ถ่างกว้างขึ้น อาจถือว่ามันเป็นเหมือน “เสียงเตือน” ไปยังโลก
สภาพของ “2 เศรษฐกิจ” ดังกล่าวก็คือสภาวะที่กลุ่มประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่เท่ากัน โดยประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และความบูมของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน รับมือได้ดีกว่า เพราะบริษัทต่าง ๆ มีกำไรสูง อย่างเช่นเกาหลีใต้ แม้จะประสบปัญหาความตึงตัวของอุปทานน้ำมัน จนรัฐบาลออกคำแนะนำให้มีการประหยัด รวมทั้งรัฐบาลได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงเพราะเงินเฟ้อสูง รวมทั้งเงินวอนอ่อนค่ามากในรอบ 17 ปี แต่กลับปรากฏว่าบริษัทขนาดใหญ่ของประเทศหลายแห่งมีกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ จนทำให้ตลาดหุ้นทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่
แต่อีกกลุ่มประเทศหนึ่ง อย่างอินเดีย ฟิลิปปินส์ ไทย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาศัยภาคการผลิตและภาคบริการแบบ “ดั้งเดิม” เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประสบความลำบากมากกว่า ต้องดิ้นรนมากกว่า ท่ามกลางการขาดแคลนน้ำมันและราคาที่พุ่งขึ้นจนเสี่ยงจะเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม มีเงินน้อยกว่าประเทศเอเชียที่พัฒนาแล้ว อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ในการเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อช่วยเหลือประชาชน มีเงินน้อยกว่าในการเข้าไปพยุงตลาดหุ้น และมีเงินน้อยกว่าในการสำรองน้ำมันเป็นระยะเวลานาน
บรรดานักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า การที่ประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันไม่เท่ากัน ทำให้เกิดความ “เหลื่อมล้ำ” มากขึ้น ปรากฏการณ์นี้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายการเงิน เสถียรภาพทางการเมือง และการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตของภูมิภาคนี้ และต่อส่วนอื่น ๆ ของโลกที่พึ่งพาการค้ากับเอเชีย
“เบนสัน วู” นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ประจำเกาหลีใต้ชี้ว่า เศรษฐกิจกำลังบูม ตลาดหุ้นไปได้ดีก็จริง แต่ “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึงในกิจกรรมเศรษฐกิจประจำวันของภูมิภาค การกระจายเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลในสายตาของผู้สังเกตการณ์ ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นสิ่งชี้วัดว่าความไม่เท่าเทียมกำลังขยายตัว โดยครั้งแรกก็มีสาเหตุมาจากการระบาดของโควิด-19 และตอนนี้การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ตัวเร่ง” ความไม่เท่าเทียมมากขึ้นไปอีก
“ประเทศในเอเชียไม่ได้รับผลดีจากความบูมของเทคโนโลยีเหมือนกันหมด กลุ่มที่เศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีได้รับแรงกระแทกมากกว่าจากเงินเฟ้อ เพราะราคาน้ำมันสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตาใกล้ชิด”
เซมิคอนดักเตอร์เป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับทุกสิ่ง ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จนถูกขนานนามว่า “น้ำมันใหม่” ตอนนี้ความบูมของเอไอทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์พุ่งทะยาน ซึ่งตามข้อมูลของสหประชาชาติชี้ว่า ตลาดเอไอทั่วโลกจะมีมูลค่า 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 หรือเติบโตขึ้น 25 เท่าจากปี 2023 ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์ ประเมินว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเอไอจะเกิน 3 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 2 ปีข้างหน้า
ไซมอน วู ผู้ประสานงานด้านวิจัยเทคโนโลยี แบงก์ ออฟ อเมริกา ให้ความเห็นว่า ตราบเท่าที่บริษัทอเมริกันขนาดใหญ่ลงทุนเอไออย่างต่อเนื่อง บริษัทผลิตชิปในเอเชียและซัพพลายเออร์จะเติบโตเช่นกัน และเมื่อหุ้นของบริษัทด้านนี้มีผลงานโดดเด่นเกินคาด นักลงทุนก็จะไม่พอใจผลตอบแทนจากหุ้นดั้งเดิม ที่อาจมีผลตอบแทนเพียง 10 หรือ 20% ในยุคของเอไอ นักลงทุนต้องการได้ยินว่ามีอัตราเติบโต 50 หรือ 100% เป็นอย่างน้อย
ในขณะที่เอไอเติบโตอย่างต่อเนื่องและคึกคัก แต่ประชากรที่เปราะบางที่สุดในเอเชียได้รับความทุกข์จากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งสหประชาชาติประเมินว่าประชากรในเอเชีย-แปซิฟิกประมาณ 8.8 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะตกลงไปอยู่ในความยากจน และทำให้จีดีพีของภูมิภาคหายไป 0.8%
ช่องว่างทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจะมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับการกระทำและนโยบายของรัฐบาล รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซจะปิดนานเท่าใด การเร่งลงทุนเอไออาจยิ่งซ้ำเติมความขาดแคลนถ้าภาคการผลิตและธุรกิจ “ศูนย์ข้อมูล” ดึงทรัพยากรพลังงานไปจากเซ็กเตอร์อื่น ๆ เพราะศูนย์ข้อมูลเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานอย่างเข้มข้น
คริสตี้ วู ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา แห่งสถาบันจุง-หวา เพื่อการวิจัยเศรษฐกิจของไต้หวันกล่าวว่า กรณีของไต้หวัน แรงงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นเพียง 4% ของแรงงานทั้งหมด แต่เงินเดือนแรกเข้าของพนักงานเหล่านี้สูงกว่าพนักงานในอุตสาหกรรมอื่นถึง 5 เท่า ซึ่งในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์เห็นว่า นี่เป็น “ความเสี่ยงร้ายแรง” ที่ไต้หวันกำลังเผชิญ การให้ความใส่ใจเซ็กเตอร์ใดเซ็กเตอร์หนึ่งมากเกินไป อาจทำให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากรอื่น เช่นไฟฟ้า นั่นจะยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง
เธอเตือนว่านี่เป็นปัญหาใหม่ของไต้หวัน จริงอยู่เราขาดบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่อย่าง TSMC ไม่ได้ แต่ช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ครัวเรือนต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




