เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเปิดงานด้วย
การเปิดโครงการไทยช่วยไทยเป็นการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในรับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการและราคาสินค้าจำเป็น
ขณะที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่ายและจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
ทันทีที่ นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเปิดงาน นายอนุทินได้ขี่รถพ่วงสามล้อที่ดัดแปลงมาเป็นรถพุ่มพวง พร้อมด้วยนางศุภจี รอบตึกสันติไมตรี ก่อนจะขี่รถสามล้อไปยังหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะสวมบทบาทเป็นพ่อค้ารถพุ่มพวงขายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาย่อมเยา

ภายหลัง ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้มีอะไรมาขายบ้าง นายกรัฐมนตรีตอบว่า รถพุ่มพวงมีขายทุกอย่าง ทั้งแตงกวา แตงไทย ขนุน น้อยหน่า พุทรา มังคุด ก่อนที่นางศุภจีจะพูดเสริมว่า ขอให้ประชาชนคนไทยทุกคนช่วยกันซื้อ
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รถพุ่มพวงนี้จะตระเวนขี่ขายไปตามหมู่บ้าน ราคาต่ำกว่าราคาตลาดถึงร้อยละ 10 ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละผู้ประกอบการและสินค้า อย่างพวกเครื่องปรุง ซีอิ๊วขาว ซอสต่างๆ ที่แกะสลากออกเพื่อลดราคาค่าการตลาด แต่คุณภาพข้างในก็คือซอสแบรนด์ปกติ แม้กระทั่งน้ำปลาก็รสชาติและคุณภาพเชื่อถือได้
นางศุภจีกล่าวเสริมว่า นี่เป็นการต่อยอดจากที่กรมการปกครองนำสินค้าเหล่านี้ไปวางกระจายทั่วทุกอำเภอ ไปตามชุมชนต่างๆ ที่ห่างไกลด้วย
ขณะที่นายกฯกล่าวเชิญชวนประชาชนคนไทยให้เข้าร่วมในโครงการไทยช่วยไทยว่า นี่เป็นของถูกกว่าราคาตลาดทั่วไปอยู่แล้ว หากประชาชนเห็นการออกร้านขายสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ให้รับรู้เลยว่านี่เป็นสินค้าที่มาหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่าตลาดและห้างสรรพสินค้า เพราะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ประกอบการต่างๆ ซื้อแบบไม่ต้องเกรงใจ ตามความสามารถที่มี ซึ่งเป็นสินค้าราคาที่ต่ำลงแต่คุณภาพมาตรฐาน รสชาติ ส่วนผสมทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

นางศุภจีกล่าวย้ำว่า ที่ราคาถูกกว่าตลาดเป็นความตั้งใจ เป็นราคาที่ประหยัดส่งถึงคนไทย ซึ่งเป็นสินค้าที่ร่วมกับกรมการปกครองร่วมกันลงทะเบียนก่อนหน้านี้
ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะกล่าวเสริมว่า สินค้าเหล่านี้เริ่มแรกเราส่งให้ผู้ประกอบการนำไปขายเพื่อเอารายได้มาซื้อของเติมใส่ในรถพุ่มพวงโดยมีรัฐบาลช่วย และยังมีช่วยเรื่องบัตรเติมน้ำมัน
หากประชาชนอยากให้โครงการนี้มีต่อไป แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้น จะสามารถทำได้หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า สามารถทำต่อไปได้ เพราะเรามีความตั้งใจจะเอาสินค้าอุปโภคบริโภคของผู้ประกอบการรายเล็ก เอามาร่วมในโครงการนี้ และตั้งใจจะทำต่อในระยะยาวอยู่แล้ว
ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรียังหยิบคะน้า ซอสปรุงรส เครื่องปรุงต่างๆ ขึ้นมาบอกว่า นี่ถ้ามีพริกสามารถหั่นและผัดได้เลย ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห่อนี้ก็สามารถนำมาทำเป็นเมนูผัดแห้งได้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและนางศุภจี จะกลับมาที่ตึกสันติไมตรี เพื่อดูสินค้าในโครงการไทยช่วยไทยจากแบรนด์ต่างๆ
สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส โดยในระยะแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน

โดยรัฐบาลคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน
สำหรับจุดจำหน่ายสินค้า ในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก









